Category Archives: Life

Elance ตลาดงานฟรีแลนซ์

Elance

ประมาณสองเดือนช่วงก่อนย้ายงาน ชีวิตสับสนมากฮะ .. ทำอะไรหลายอย่างไปหมด ตั้งแต่ไปรับงานจากเพื่อนรันทำเว็บ เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน แล้วยังมี Elance อีกอันที่หลงเข้าไป~! จะเล่าให้ฟังบลอกนี้ล่ะ

เรื่องมันเริ่มจากผมไปอ่านหนังสือเรื่อง Start Small, Stay Small: A Developer’s Guide to Launching a Startup แนวคิดของหนังสือมันไม่ใช่ Startup ที่อยากจะพลิกโลกหรือเปลี่ยนวิธีทำงานของคนในอุตสาหกรรมจากหลังฝ่าเท้าเป็นหน้ามืออะไรแบบนั้น แต่มันเป็นเรื่องของการหาตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche) แล้วทำ product ออกมาตอบโจทย์คนกลุ่มเล็กๆกลุ่มนั้นให้ได้ดีๆมากกว่า ไม่ต้องไปทำโปรดักส์ที่ target ทุกคน (ซึ่งโอกาสล้มเหลวสูง)

หนังสือสอนเรื่องของการจัดการเวลาไว้อย่างนึง คือให้ตั้งเป้าหมายว่าชั่วโมงนึงของเรามีค่าเท่าไหร่ อาจจะเริ่มจากน้อยๆแล้วค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากทำไปซักพักจะพบว่ามีงานหลายงานที่เราไม่ต้องทำเองก็ได้ ไปจ้างคนอื่นทำถูกกว่าค่าจ้างรายชั่วโมงของตัวเอง ก็ให้พยายาม outsource ออกไปให้ได้มากที่สุด หนังสือบอกว่า มีเว็บรับทำงานถูกๆพวกนี้มากมาย เช่น Elance ที่มีแรงงานถูกๆราคาชั่วโมงละ $6 – $20 …

Screen Shot 2555-12-30 at 7.55.14 PM

ผมก็คิดในใจ .. นี่มัน “ถูก” จริงรึเปล่าวะ คิดเลขเล่นๆว่าทำวันละ 8 x $15 = $120 มันก็ not bad นะ … มากกว่าเงินเดือนหลายคนด้วยซ้ำ

“อืมม .. ลองไปเป็นแรงงานราคาถูกดีกว่า” ผมเลยหลงเข้าไปใน Elance แบบงงๆ o__O” …

สมัครไปปุ๊บจะต้องมีการยืนยันหลักฐานอะไรกันนิดหน่อย (ผมใช้ใบขับขี่) วิธีรับเงินคือผ่าน Paypal (เหมือนจะมีวิธีอื่นด้วยแต่จำไม่ได้) หลังจากนั้นเราก็จะเข้าไป “ประมูลงาน” ได้

งานใน Elance มีหลากหลายมาก แน่นอนว่าผมสนใจงาน Software Dev แต่อื่นๆก็มีเช่น

  • งานแปลเอกสาร (ไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น …)
  • งาน Graphics ออกแบบโลโก ออกแบบเว็บ

ส่วนงาน Software Dev หลายๆอย่างนี่ เข้าขั้น “Sexy” เลยทีเดียว หลายอย่างก็เข้าขั้นน่าเบื่อหรือผิดศีลธรรม ยกตัวอย่างที่เคยเห็น

  • เขียน OpenCV เอาภาพจากกล้องสองตัวมาต่อกันเนียนๆ
  • เขียนโปรแกรมส่ง E-mail หาลูกค้าเยอะๆ คอนฟิก POP3 SMTP ที่จะใช้ได้
  • ไดรเวอร์เสมือนรันบน OS X ให้เป็นเหมือน Speaker เทียม เสียงวิ่งผ่าน network ไปอีกที่นึง
  • โปรแกรมต่อไฟล์เสียง Wav สองไฟล์
  • หาคนเขียน Visual Basic 6 / ColdFusion / Cobol มาแก้โค้ดให้หน่อยจ้าา
  • ต้องการเทพ Ruby มาปั่นเว็บ เป็น contract 6 เดือน

ผมลองประมูลไปทั้งหมดสองงาน (ประมูลก็ต้องใช้ point ใน Elance ด้วย ทำให้เราประมูลหลายๆงานไม่ได้) แต่บอกเลยว่าคู่แข่งเยอะมากๆ ราคาก็ติดดิน

ทีนี้จะทำยังไงให้หน้าใหม่แบบผมได้งาน? ผมเอาเวลาตัวเองเข้าแลก ทำงานที่ยังประมูลไม่ได้ไปส่วนหนึ่งก่อน แล้วเอาไปเขียน proposal ไปแบบอ่านแล้วรู้เลยว่าเราทำได้แน่ๆส่งเข้าไป (มีโค้ดตัวอย่างด้วย!) ส่งไปสองคนก็ได้ผลทั้งสองคน แต่ก็โดนบี้ราคากลับมา (เวลาประมูลจะบอก rate ต่อชั่วโมงของเราไปและเวลาที่จะใช้ เช่น $15 x 4 ชม ฝั่งโน้นก็จะถามว่า 2 ชม ได้มั้ย – -“)

งานสองงานที่ผมรับมาเป็นงานที่อ่านแวบแรกแล้วรู้สึกมันง่ายฮะ แต่ทำไปทำมา มีงานนึงที่ทำแล้วคุ้มมาก อีกงานไม่ค่อยคุ้ม สรุปให้ฟังสั้นๆ

  • งานแรก อ่านตอนแรกไม่คิดว่ายากอะไร แค่เอา C++/CLI มาหุ้ม C++ library ที่มีอยู่แล้ว ปรากฎว่าลูกค้ามาทำให้ complicate ตรงที่จะให้เรา integrate เข้ากับ UI ของเค้าที่มีอยู่ก่อนแล้วด้วย … ซึ่งเขียนไว้ กาก มาก แถมยังมาบีบคั้นกับเราเรื่องอยากให้ performance ดีๆ สุดท้ายผมต้องเขียนอะไรคล้ายๆ Thread Pool เพิ่มไปให้อีก งานนี้ใช้เวลามากกว่าที่ตกลงไว้ โคดไม่คุ้ม
  • งานที่สอง ให้เขียนโปรแกรมต่อ Wave สองอันใน C# แล้วบอกว่าคนประมูลต้องเข้าใจ format AIFF และ Wav บลาบลานะ ไม่งั้นไม่ต้องส่งมา ผมเสนอไปว่าให้ใช้ open source lib ตัวนี้ดูมั้ย ฮีก็โอเค (?) เขียนเสร็จแบบง่ายดาย แต่ตอนหลังเค้าอยากได้ feature normalize เสียงระหว่างสองไฟล์ด้วย เสียเวลากับตรงนั้นไปเยอะเพราะต้องขุด library แต่รู้สึกว่างานนี้คุ้ม

รวมสองงานที่ทำไปแล้วได้เงินเทียบกับเวลามาน้อยมากกกกกกกก T__T แต่เป็นประสบการณ์แปลกๆดี แล้วลูกค้าทั้งสองก็ดูจะพอใจ ให้เรตติ้งเกือบ 5 ดาว แล้วจะเสนองานให้ทำต่ออีก (คงติดใจราคาที่กดได้สินะ หึหึ) แต่ผมบอกไปทั้งคู่ว่าไม่เอาละ เดือนหน้าเปลี่ยนงาน ยุ่ง ไว้โอกาสหน้า 🙂

ใครสนใจก็ลองไปสมัครๆอ่าน job ดู เผลอๆอาจจะได้ไอเดีย แต่ถ้าจะอยู่รอดที่นี่ได้คงต้องรับงานใหญ่ๆหน่อย แล้วก็ต้องต่อสู้เรื่องโขกราคากับลูกค้าเก่งพอควร เว็บแนวนี้อีกอันที่ดังๆคือ ODesk.com แต่ยังไม่เคยเข้าไปใช้

 

สอบ TOEFL iBT

บลอกย้อนหลังไปหลายเดือนอยู่ -..-‘ สอบตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน

ความตั้งใจตอนแรกตั้งแต่ต้นปี 2012 นี้คือจะเตรียมตัวเรื่องไปเรียนต่อโทให้ได้ อุปสรรคหลักๆมีอยู่สามอย่าง

  1. คะแนน TOEFL
  2. คะแนน GRE (หรือ GMAT ในกรณีที่ไปเรียน Management)
  3. จดหมายแนะนำ (ขอเมเนเจอร์กับอาจารย์ที่คณะ)

เอาจริงๆผมหาตัวเองไม่เจอว่าอยากจะไปเรียนต่ออะไร? และที่ยากกว่านั้นคือเรียนต่อจบมาแล้วจะให้ทำอะไร?

ถ้ามองว่าการเรียนต่อเป็นการลงทุนแบบนึงมันควรจะเปิดประตูการทำงานหรือโอกาสอะไรบางอย่างเพิ่มให้เรา แต่เท่าที่เห็นและหาข้อมูลมามันก็ไม่ได้เปิดโอกาสเพิ่มอะไรขนาดนั้น (สำหรับสาย Computer Science หรือ IT) ผมอยากไปเรียนในแง่ที่อยากไปหาประสบการณ์ชีวิตมากกว่า แบบว่าอยากลองใช้ชีวิตนักเรียนนอกทำงานกับเพื่อนต่างชาติดูว่าเป็นยังไง (ถ้า adcom มาอ่านบลอกนี้คงโดนกาหัวใบสมัครทิ้ง @_@)

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะไปเรียนสายอะไรก็ต้องสอบ TOEFL เป็นด่านแรก ปัจจุบันเป็นระบบ iBT มีด่านสำคัญสี่ด่าน

  • Reading
  • Listening
  • Speaking
  • Writing

Writing

อย่างแรกที่ผมเตรียมตัวคือ Writing ซึ่งเตรียมไว้เนิ่นๆมากตั้งแต่ปลายปี 54 (ห่างจากเวลาสอบเยอะพอควร) สำหรับการเขียน Essay ใน part นี้เป็นอะไรที่เตรียมตัวด้วยตัวเองยากมาก เพราะต้องหาคนรีวิวงานเขียนของเราให้ และชี้ว่าตรงไหนถูกผิด อีกทั้งในการสอบจริงเวลามันก็มีจำกัด ดังนั้นต้องฝึกเขียนให้คล่อง

ระหว่างหาข้อมูลผมไปเจอกับ ACM Writing โดยพี่ Joe เข้า รู้สึกถูกฉโลก >_< คือผมเป็นคนไม่ชอบไปเดินทางไปเข้า class เป็นเวลาๆ (เพราะชีวิตเอาแน่เอานอนไม่ได้) อีกอย่างเราก็อยากได้แค่คนรีวิวงาน ไม่ได้อยากได้คนมาสอนแกรมมาร์หรืออะไรทำนองนั้น การเรียนผ่านอีเมล์กับพี่ Joe ก็เลยเหมาะ จบคอร์สมาก็ได้ความมั่นใจเพิ่มขึ้นพอสมควร และก็มีคนชี้จุดที่เราทำผิดบ่อยๆให้ อย่างไรก็ตามผมรู้สึกว่าถ้าจะเรียนกับพี่ Joe ให้ได้ประโยชน์เต็มที่ผู้เรียนก็ต้องพร้อมระดับนึง ถ้าไปแบบเป็น 0 คงไม่ได้อะไร ไปหาคอร์สนั่งเรียนจะดีกว่า

Reading & Listening

อันนี้เป็นส่วนที่ฝึกเองได้ง่ายมาก แค่เอาข้อสอบมาทำ แล้วก็ฝึกทำในโปรแกรม simulation (มักจะแถมมากับหนังสือ)​ ผมใช้หนังสือสองเล่ม

  • Cracking the TOEFL iBT (Princeton Review) เล่มนี้ตรงประเด็น กระชับ ภาษาอ่านง่ายเหมือนเพื่อนเล่าให้ฟัง (ดีป่าวหว่า)​ สอนเทคนิค ผมรู้สึกได้อะไรจากเล่มนี้เยอะสำหรับอะไรที่เป็นเรื่องเทคนิคทำข้อสอบ เค้าแถม audio CD มาให้ข้างในมี MP3 ไม่มีซอฟแวร์
  • Cambridge Preparation for the TOEFL Test เล่มนี้จะมีพาร์ทที่เป็นการปูพื้นฐานเยอะ สอนแกรมมาร์ แต่ผมรู้สึกว่ามันน้ำท่วมทุ่งมากๆ ที่เด็ดคือซอฟแวร์ simulation ซึ่ง interface เหมือนกับที่ใช้สอบจริงมาก ขอบ่นนิดหน่อยว่า CD มันก็อปปี้ยาก ทำ image ออกมาแล้วใช้ไม่ได้ซะงั้น – -‘

สำหรับสองพาร์ทนี้เน้นฝึก ฝึก ฝึก และฝึก อย่างเดียวครับ ทำให้เยอะๆเข้าไว้

Speaking

พาร์ทนี้ล่ะที่เป็นผู้ร้ายตัวจริง! เป็นพาร์ทที่คนมีปัญหาด้วยมากที่สุด และควรให้เวลาฝึกเยอะหน่อย

นอกจากคำแนะนำในหนังสือสองเล่มข้างบนแล้ว ผมแนะนำวิดีโอของ Joseph Miranda (Notefull.com) ผมได้ประโยชน์จากวิดีโอของเฮียแกมากๆ ซึ่งคำถามใน TOEFL iBT Speaking มันมีแพทเทิร์นที่เกือบจะชัดเจนของทั้ง 6 คำถาม

อันที่แปะไว้ข้างล่างนี้เป็น strategy ของ Question 1 ให้ลองไล่ดูไปเรื่อยๆจนถึง Question 6 แล้วพยายามสรุป template วิธีพูดของตัวเองสำหรับทั้ง 6 คำถามให้ชัดเจน แล้วไปฝึกจับเวลาทำของจริง (หมายถึง simulation) ที่มันจะทำให้เราแตกตื่นคือเรื่องการจับเวลานี่ล่ะ รุ่นใหญ่ใจต้องนิ่งนิดนึง = =’

ผมชอบวิดีโอของ Joseph มากๆ มากจนตามไปซื้อคอร์ส Speaking ในเว็บของเฮียมาในราคาประมาณ $10 (ถือเป็นการ tip) เพราะรู้สึกว่าได้ประโยชน์มากจริงๆ

คำถามที่ 1 กับ 2 มักจะเป็นคำถามปลายเปิด (เช่น เล่าเรื่องทักษะใหม่ที่เพิ่งเรียนรู้มาเมื่อปิดเทอมก่อน หรืออาจารย์ในอุดมคติเป็นยังไง??) สิ่งหนึ่งที่ควรเข้าใจคือ ไม่ต้องตอบให้ตรงความเป็นจริงก็ได้ ให้แต่งเรื่อง on the fly ไปเลย อะไรที่ทำให้เราสามารถพูดเหตุผลที่ make sense และทันเวลาให้พูดไปเลย จะสมมติว่าตัวเองเป็นนักเรียนหรือช่างซ่อมรถก็ได้

ผมฝึกพูดอยู่ที่บ้านคนเดียว เอาไอโฟนอัดเสียงตัวเองแล้วมาฟังอยู่ประมาณสองอาทิตย์ก่อนสอบ = =’

วันสอบ

ผมเลือกไปสอบที่ American Way English School ตามคำแนะนำของบลอกน้องแก้ว (พยายาม scheule ให้ได้ศูนย์นี้มากๆ) ไม่เคยไปสอบสนามอื่นเลยก็ไม่รู้จะแนะนำยังไง แต่ก็รู้สึกว่าที่ AWE อุปกรณ์ก็โอเค ถ้าจะมีเรื่องบ่นคงมีเรื่องเดียวคือตอนสอบ Speaking เสียงคนอื่นพูดดังเต็มห้องไปหมดเพราะนั่งใกล้กัน เราต้องจดจ่อกับการสอบของเราให้ดีแล้วไม่ต้องไปสนใจคนอื่น ซึ่งผมคิดว่าทำได้ไม่ยากนัก

ผลสอบ

คะแนนมาประมาณ 2 อาทิตย์หลังสอบ ปรากฎว่า ..

Test Test Date Reading Listening Speaking Writing Total
TELXML Sat Jun 30 09:37:24 EDT 2012 30 29 23 25 107

ได้คะแนนรวมออกมา 107 โดยที่ Reading กับ Listening เกือบเต็ม~ ส่วนอีกสองอันเกิน 20 ก็ดีใจแล้ว T_T ผมดีใจกับคะแนนมากๆ เอาจริงๆคือมันแอบฟลุ๊คที่ Reading กับ Listening กดไปซะเยอะ  สำหรับเพื่อนๆวิศวคอมกลุ่มที่สนิทกันการได้ TOEFL iBT เกิน 100 จาก 120 นี่ถือเป็น gold standard แล้ว (บางคนก็ aim สูงกว่านี้ ขึ้นกับคณะและมหาลัยในฝัน) ดังนั้นถ้าจะไปเรียนต่อคงทำก่อนที่คะแนนอันนี้จะหมดอายุ เพราะถ้าสอบใหม่คิดว่าคงไม่ได้เกิน 100 (ฮาา)

จึงจดประสบการณ์สอบไว้ที่นี่กันลืม~ .. ส่วนเป้าหมายต่อไปคือ GRE มีอันต้องยกเลิกไปกลางคันเพราะเปลี่ยนงานใหม่กระทันหัน ไม่มีเวลาเตรียมตัวและความอยากสอบเหลือเลย จนต้องยกเลิกที่สมัครไว้เลย >_<

ทำงาน 3 ปี 7 เดือนแรก ออกจากที่ทำงานที่แรก

เหลือเชื่อว่าไม่ได้เขียนบลอกทิ้งไว้ตอนครบ 2 ปี หรือ 3 ปี >_< ก็ว่าทำไมหาไม่เจอ (แต่เขียนไว้ตอน เดือนแรก5 เดือนแรก และ 1 ปีแรกนะ)

หลังจากทำงานผ่านปีแรกมา หลายอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง ความเป็นเด็กใหม่ในทีมเริ่มลดลงไป ค่อนข้างเข้าใจ product ตัวที่ซัพพอร์ตอยู่และขยายกิจการไปตัวอื่นๆในทีม ได้พัฒนาทักษะเรื่อง debugging เยอะมาก (ซึ่งผมเชื่อว่าหาเรียนรู้ยากในงาน dev ทั่วไปนะ ส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครอยากเสียเวลา debug อะไรยากๆมากมาย – -”)

เรื่องนึงที่ภูมิใจและมักจะเป็นเรื่องที่เลือกใช้เวลาต้องเล่าหรือต้องเขียน “ความสำเร็จ” อะไรซักอย่างจากการทำงาน คือเรื่องโปรแกรมตัวนึงที่เขียนไว้ browse log file (format เฉพาะของบริษัท)  ตัวโปรแกรมไม่ได้เขียนยาก แต่ผมรู้สึกว่าทำไปแล้วมันค่อนข้างมี impact กับทีม มันทำให้งานวิเคราะห์ log ที่ต้องทำเกือบทุกวันง่ายขึ้นมาก ได้รับเสียงตอบรับดี

แล้วตลอดสองสามปีที่ผ่านมา ผมจะรู้สึก “ฟิน” ลึกๆ เวลา(เผอิญ)กราดหน้าจอคนอื่นแล้วเผอิญเห็นเค้ารันไอ่แอปตัวนี้อยู่ >_< (คนเขียนโปรแกรมคงเข้าใจ) … format ของ log file ที่ว่าคงจะหายไปในไม่ช้า แต่โปรแกรมมันก็ถูกใช้งานอย่างคุ้มค่าแล้วอ่ะนะ

ปีนั้นทีมให้รางวัลเป็นแท่งอะคริลิค (IMS Support STAR) .. ชีวิตนี้โดยเฉพาะตอนสมัยเรียน  ได้แท่งอะคริลิคมาหลายอันอยู่ แต่อันนี้เป็นอันนึงที่ดีใจมากๆที่ได้ ถึงจะมาจากคนกลุ่มเล็กๆ T__T ตอนนี้เอากลับมาบูชาที่บ้านแล้ว

(หลังๆเค้าเลิกให้อะคริลิค ให้เป็นเช็คของขวัญแทนซะละ – -‘ ลืมบอกทีมก่อนออกว่าชอบอะคริลิคมากกว่า)

หลังผ่านมาสองปี (โดยประมาณ) มีการเปลี่ยนแปลงอันนึงที่สำคัญ คือย้ายทีมย่อยภายใน (เอาจริงๆทีมใหม่ก็เจอหน้ากันทุกวันอยู่แล้วอ่ะนะ ^^’) เรื่องหลักๆที่เกิดขึ้นคือเปลี่ยน product (เรียนรู้ใหม่) เปลี่ยน GL (พี่หวานจะเป็นยังไงน้าา .. หือๆ) เอาจริงๆไม่มีใครมาบีบคอให้เปลี่ยน ส่วนหนึ่งก็ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง (ไม่อยากออกจาก comfort zone) อีกส่วนหนึ่งก็รู้สึกว่าอยากลองทำอะไรใหม่ๆ

สุดท้ายลองเปลี่ยนดู .. และก็ค้นพบว่าตัวเองยังอยู่ดี ปกติ มีความสุข ได้คุยกับพี่หลายคนที่ก่อนย้ายทีมไม่ค่อยได้คุยเยอะขึ้น 🙂 รู้สึกได้ว่าทักษะเรื่อง debug เพิ่มขึ้นอีกมากมาย ทักษะเรื่องการหลอกล่อต่อสู้ลูกค้าประเภทต่างๆ ณ จุดนี้มีความมั่นใจว่าตัวเองโอเคแล้ว เขียนเมล์ด่าคนนี่พริ้วมาก~

ระหว่างทาง ก็มีเพือนใหม่ๆมาร่วมทีม แล้วก็เพื่อนเก่าออกจากทีมไป หลายๆครั้งเวลามีคนออกจากทีมผมรู้สึกได้รับ emotional impact เยอะอยู่ บางคนเห็นหน้ากันคุยกันทุกวันมาปีสองปีสามปีอยู่ๆหายไปเลยก็อดรู้สึกส้วมซึมเล็กๆไม่ได้ 🙁 แต่ละคนก็มีเหตุผลส่วนตัวของตัวเองในการเปลี่ยนงาน บางทีก็เข้าใจ บางทีก็ไม่เข้าใจ ฮ่าๆ

เรื่องที่รู้สึกได้จากที่นี่มากคงเป็นเรื่องติดต่อสื่อสารกับคนอื่น ปกติแล้วเป็นคนยังไงก็ได้ ไม่ค่อยกล้าพูด ไม่กล้าโวยวาย เค้าให้ทำยังไงก็ทำแบบนั้น (เข้าใจรึเปล่า?) มาอยู่นี่แล้วรู้สึกโวยวายเก่งขึ้น อยากได้อะไรต้องพูด(เมล์)ตรงๆ โดยเฉพาะกับลูกค้า และทีมอื่นๆที่คุยด้วย รอให้คนอื่น act นอกจากจะช้าแล้วยังไม่ได้แบบที่ต้องการอีก – -‘

นอกจากนี้การอยู่ในบริษัทใหญ่ๆมันก็ได้เห็นเรื่องพวก management structure ว่าเค้ามีวิธีจัดการคน 1,600 คนให้ตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันได้ยังไงให้มีความสุขและไม่มีปัญหา ซึ่งก็แน่นอนว่านี่เป็นปัญหาอีกแบบที่หาดูไม่ได้ในบรัษัทขนาดเล็กและคล่องตัวกว่า

197578_10150125390157321_6690666_n

เรื่องต่อๆมาคงเป็นเรื่องประสบการณ์ชีวิต รู้สึกได้ทำกิจกรรมแปลกๆ (ที่คงไม่ทำด้วยตัวเองแน่ๆ) ร่วมกันบ่อยๆ 555+

ขอแอบขอบคุณทีมอีกรอบไว้ในบลอกเงียบๆ ถ้าใครเข้ามาอ่านก็ทิ้ง comment ไว้ด้วยละกัน รักทุกคนครับ 😛

 

ในช่วงปีที่ 4 มี opportunity เข้ามา ผมต้องขอบคุณ blognone (ถึงแม้จะเป็นเว็บที่ชอบมีกฎอะไรแปลกๆออกมาบ่อยๆในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ แต่ปีหลังๆรู้สึกโอเคขึ้นละนะ) ที่คาบข่าวสารดีๆมาบอก แถมยังลงเป็นข่าวหน้าแรก​ (ไม่งั้นคงไม่เห็น)

ผมอยู่ในสถานะค่อนข้างเหมาะสม คือเริ่ม “อิ่ม” กับงานที่ทำอยู่ ไม่มีธุรกิจของตัวเองต้องดูแลจัดการ ภาษาอังกฤษโอเค เรื่องเขียนโปรแกรมก็สู้รบปรบมือ เป็นโอกาสที่ดีที่จะบีบตัวเองออกจาก comfort zone แล้วทำอะไรแปลกๆใหม่ๆดูซัก 11 เดือนในขณะที่ยังทำได้ (ไม่แก่จนเกินไป ไม่ต้องเก็บเงิน ไม่มีครอบครัว) แอบเสียดาย

เท่าที่ผ่านมาเดือนนึงโดยรวมก็ยังแฮปปี้ดี ถึงจะมีปัญหาแปลกๆให้หงุดหงิดใจเข้ามาเรื่อยๆ ได้บินไปเมกาด้วยตังค์คนอื่นครั้งแรกตั้งแต่ทำงาน (ฮาาา) คิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง หลายอย่างต้องขอบคุณ “อากู๋”

536552_10151092582217257_1466899938_n

บลอกหน้าจะจดเรื่องเดือน กันยายน – ตุลาคม 2012 ซึ่งเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง 😀 (อยากจดมาก ถ้าไม่ขี้เกียจเขียนซะก่อน)

ทำครัวไม่เหมือนต่อเลโก้

น้ำท่วมพาเหตุการณ์สำคัญมาให้ผมอีกเรื่องนึง คือ ข้าวกล่องแดง 7-11 หมดเกลี้ยง หยุดผลิต!

ข้าวกล่องแดงนี่อร่อยกว่าแบบแช่แข็งมามากๆ พอจะรู้ว่าผงชูรสคงเยอะ แต่ก็เป็นมื้อเย็นกินกันหิวสำหรับผมมาได้หลายเดือนแล้ว

พอมันหายไป ผมเลยต้องมองหาอย่างอื่นมาทดแทน ซึ่งก็ไม่ได้หายากอะไรเพราะนอกจาก 7-11 ใต้คอนโดยังมี Max-Value ที่เป็นซูเปอร์มาเปิดใหม่ไม่นาน มีอาหารปรุงเสร็จใส่กล่องขายด้วย

พวกข้าวกระเพราไก่ไข่ดาว ข้าวผัด blah blah มีหมด … เสียอย่างเดียวคือรสชาติมันพอๆกับข้าวที่ศูนย์ฝึก ร.ด. แค่นั้นเอง = =’’

อีกอย่างที่ขายคือพวกของสด เป็น ปลาแซลมอน ปลาดอรี หอยลาย พอร์คชอป กุ้งสด ใส่เป็นห่อๆขาย ที่ต้องทำคือเอามาทำให้สุกซักวิธี ที่ผมทำได้คือ microwave หรือไม่ก็ทอดกับเตาไฟฟ้า (ซึ่งยังไม่เคยใช้เลยเพราะปกติเวฟเอาตลอด)

ก็เลยลองทอดดู มันจะมีอะไรยาก เอามาทอดๆ ปรากฎว่าสนุกดีอะ ทำกินไปหลายอย่างเลย ทั้งแบบที่หน้าตามันดูกินได้ และดูกินไม่ได้ …

301089_10150346633527257_637427256_8542827_10672384_n  8f0498bc086d11e19896123138142014_7

พอเริ่มทอดคล่องแล้ว (หลายวัน) อยากลองของยากขึ้นฮะ แล้วไปเจอวิดิโอสอนทำคาโบนาราใน Youtube พอดีด้วยความบังเอิญ

http://www.youtube.com/watch?v=B47U6ff7SY8&feature=feedf_more

ไอ่คนในวีดิโอบอกว่าทำง่ายซะด้วย! เอาวะ ลองซะหน่อย ดูในวิดิโอก็ไม่เห็นจะยากตอนไหนเลย

ก็เลยไปหาของมาให้ครบๆ ดังต่อไปนี้

  1. เส้นสปาเกตตี (แน่นอน ต้องมี)
  2. หัวหอมใหญ่
  3. ไข่
  4. เบคอน
  5. พริกไทยดำ
  6. เกลือ
  7. พาเมซานชีส (แพง maxxx เกือบหาไม่ได้)
  8. วิปครีมเหลว (อันนี้ก็แพงเหมือนกัน)

วันแรกที่ทำยังไม่มี วิปครีมเหลว แต่ว่ามีซอสผัดอย่างอื่นที่น่าจะใช้แทนได้ เลยลองดันทุรังทำดูซักหน่อย ปรากฎว่าแง่งออกมาเป็นผัดหมี่ = =’’ แดมมม

 Photo Nov 08, 9 11 02 PM

วันที่สอง ไปแสวงหาอุปกรณ์มาจนครบละ “ผมชื่อแก๊น วันนี้ผมพร้อมมาก และหิวมาก” (เลียนแบบใครหว่า) เลยจัดหนักเอาเส้นมาซะเยอะเลย วิปครีมก็เยอะ ใช้ชีสเยอะ ทุกอย่างเยอะ แต่ก็ไม่คิดว่าพอลวกเส้นเสร็จมันจะออกมาเยอะขนาดนี้ = =’’ แดมมมม (2)

นอกจากเรื่องเส้นที่มากไปแล้ว ยังมีความผิดพลาดอื่นๆอีก (ที่เรียนรู้เองจากการลองทำ)

  • ใช้ไฟแรงเกินไป จนพวกเบคอนกับหอมสับห่อเหี่ยวหมด
  • พอไฟแรง ของในกระทะเริ่มแห้ง ก็ต้องเอาน้ำเปล่าเติม (ไม่มีน้ำซุป) ออกมาแฉะไปอีก
  • อัตราส่วนวิปครีมเทียบกับไข่ ใช้วิปครีมเยอะไป ตอนกินมีแต่รสวิปครีม เลี่ยนๆ
  • ใช้วิปครีมเยอะไปมากก จนท่วมเส้นได้ทั้งกระทะ กะผิด
  • ตั้งวิปครีมไว้บนเตาไฟแรงนานมากจนนมแยกออกจากน้ำมันชัดเจนเลยทีเดียว = =’

รูปข้างล่างมาจากวันที่สอง ออกมาเป็นไรไม่รู้ แต่ก็ฝืนๆกินจนทนไม่ไหว เลยเลิก – -‘

(เพิ่งเข้าใจประโยค Eat your own dog food จากการปฎิบัติจริง ก็วันนี้)

Photo Nov 12, 9 15 12 AM Photo Nov 12, 9 48 06 AM Photo Nov 12, 10 04 55 AM

ทำกินตอนเช้า ตอนบ่ายออกไปเที่ยวเล่นด้วยความพะอืดพะอม = = กะว่าจะเลิกทำคาโบไปอีกซักอาทิตย์

แต่วันนี้ตื่นมานึกไงไม่รู้ ทำอีกรอบ คราวนี้แก้ไขข้อผิดพลาดคราวที่แล้วคือ

  • ใช้เส้นน้อยลงมาก (คราวนี้นับเลยว่าใช้ 40 เส้น)
  • เพิ่มส่วนประกอบที่เป็นเบคอนทอดกรอบ (จะได้ดูดีขึ้นหน่อย + ดับความเลี่ยน)
  • ใช้วิปครีมน้อยลง ผสมไข่แล้วข้นๆเลย
  • ใช้ไฟอ่อนลงเยอะ
  • แยกหัวหอมออกมาส่วนนึงก่อน ไว้ค่อยใส่เข้าไปตอนหลัง จะได้กินหอมดิบๆบ้าง หวานๆดี
  • ตั้งวิปครีมบนกระทะแปร๊บเดียว แล้วเทลงจานเลย กลัวมันร้อนจนน้ำมันแยกตัวแบบคราวก่อน

ค่อนข้างพอใจกับผลที่ออกมาฮะ TvT พอรับประทานได้เลยทีเดียวเชียวล่ะ ..

Photo Nov 13, 12 08 31 PM

ที่น่าจะยากหลังจากนี้ คือ จะทำให้ได้ออกมาประมาณนี้แบบคงเส้นคงวายังไง แล้วถ้าต้อง scale (เช่นทำมาเสิร์ฟสองที่พร้อมกัน) จะ scale ได้มั้ย ..

เป็นอะไรเล็กๆน้อยๆที่มากับเรื่องน้ำท่วม 2554 ฮะ ผมจะจำไว้

ปล. ราคาต้นทุนน่าจะสูงกว่ากินตามร้านแล้ว แดมมม (3)

แบ่งเวลาไม่เป็น

สิ่งดึงดูดความสนใจบนโลกนี้มันเยอะเกินไปครับ

สมัยเด็กๆ ที่บ้านมีเครื่องเล่นเกมแฟมิคอมอยู่เครื่องนึง แน่นอนว่าเป็นความบันเทิงหนึ่งเดียวที่ผมชอบมาก! ถ้าเป็นตอนปิดเทอมก็จะเล่นเกมพวก Contra, Mario, หรือเกมในตลับรวมอย่างมีความสุขทุกวัน

แต่พอเริ่มเปิดเทอมแล้วผมจำไม่ได้ว่าทำไมที่บ้าน limit ให้เล่นได้เฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และ enforce เรื่องนี้อย่างจริงจังมากกกก! เคยกลับมาแอบเล่นอยู่พักนึง แต่โดนจับได้ –*-

จำไม่ได้ว่าเพราะผลการเรียนไม่ดีรึเปล่าหรือยังไงซักอย่างนี่หล่ะก็เลยโดน limit เวลาแบบที่บอก แต่ผมคิดว่าเหตุผลหลักๆคงเป็นเพราะตอนเด็กๆเราแบ่งเวลาไม่เป็น มานั่งคิดดูถ้าตอนนั้นไม่โดน limit เรื่องพวกนี้ เวลาต้องหมดไปกับเกมส์แน่นอน

limit อันนี้มาอยู่ๆก็หายไปตอนประมาณผมอยู่ ป.4 – ป.6 ล่ะมั้ง จำไม่ได้แระ แต่ตอนนั้นก็เริ่มคิดได้อะไรได้บ้าง + เริ่มมีอย่างอื่นให้ pursue เช่นเรื่องการสอบเข้าหรือที่ตอนนั้นเริ่มชอบ math มากขึ้น อะไรพวกนั้น

โตขึ้นมาสมัยมัธยมต้น เริ่มจัดการชีวิตตัวเองได้ดีมากขึ้นมาก มานั่งคิดๆดูเป็นช่วงเวลาที่ทำอะไรก็สำเร็จๆ ตอนนั้นแบ่งเวลาได้ค่อนข้างดีมาก ต้องอ่านหนังสือสอบเข้า ม.ปลาย ก็ทำได้ไม่มีปัญหา ไม่ต้องมีใครมาไล่ให้ไปอ่านหนังสือมากมาย

สมัยมัธยมปลาย เริ่มได้ทำกิจกรรมนู่นนี่นั่น เยอะขึ้น (แต่ก็หนีไม่พ้นเรื่อง nerd) ความขยันอ่านหนังสือเรียนลดลง! ตอนนั้นมีเครื่องเกม PS2 ที่เคยอยากได้มาตลอด แต่สุดท้ายก็ได้เล่นเกมนับเป็นเกมคงไม่เยอะเท่า PS1 ส่วนนึงเพราะมันมีอย่างอื่นน่าสนใจ + บันเทิง ให้ทำเยอะกว่าก็เลยเลิกเล่นเกมไปเลย ก

ารแบ่งเวลานับว่าทำได้แย่ รู้สึกได้อ่านหนังสือสอบ Ent (รุ่นสุดท้าย) น้อยมาก มาเร่งอ่านเอาช่วงท้ายๆ โชคดีตกใส่หัวที่ได้โควต้าคอมตรงของโครงการโอลิมปิก ตอนเทอมสองเลยไม่ต้องอ่าน Ent แล้ว –/\- กราบขอบพระคุณ สสวท. และ Turbo C++ เวอร์ชันเถื่อน

สุดท้าย สมัยมหาลัย นับเป็นจุดต่ำสุดของการแบ่งเวลา!

  • ไม่เคยเข้าเรียนฟิสิกส์ 2 … เลย!
  • ไม่ยอมนั่งทำโจทย์เก่าวิชาพวก Calculus เกรดเลยออกมาเน่ามาก (แมวตรึม)! ถ้าอยากไปเรียนสาขาพวก Finance จะไม่ได้ไปก็เพราะไอ่ถั่วงอกพวกนี้แหละ
  • นอนดึก ตื่นเที่ยง เป็นปกติ
  • มีเหตุผลนับล้านให้โดดเรียน
  • ไม่สามารถใช้เวลาว่าง (คาบว่าง วันไม่มีเรียน) ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้
  • ทำตัวเหลวไหล บัดซบ

 

จนตอนนี้มาถึงช่วงการทำงาน แน่นอนว่าพอเริ่มทำงานปุ๊บก็ต้องปรับเวลาในชีวิตอย่างมาก

  • เวลาว่างที่เคยมีเยอะๆเหลือแค่ 2 วันต่อสัปดาห์ + เย็น 5 วัน และให้ลาได้ปีละ 15 วัน
  • ต้องตื่น และไปทำงานเช้าขึ้น (อันนี้ก็ยังต้องพยายามปรับอยู่)

 

เวลาว่างที่เหลือน้อยลงเหล่านี้ก็นำมาใช้ประโยชน์ได้ยาก กลับมาจากที่ทำงานวันธรรมดา ถึงบ้านประมาณ 2 ทุ่ม ก็ไม่อยากทำอะไรแล้ว (กลับช้าเพราะไปสาย) ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ก็อยากพักผ่อน … ด้วย internet!

เวลาถูกเผาไปด้วย pattern นี้นับปี … อันนี้เป็นจำนวนการค้นหาด้วย Google ของผม แบ่งตามชั่วโมง ของปีที่ผ่านมา

year

เห็นได้ชัดว่า ไอ่ผู้ชายคนนี้มันใช้ net อะไรเยอะแยะวะเนี่ย! แถมยังมีช่วง ตี 1 – 6 โมงเช้า เป็นจำนวนนึงอีก! อย่าลืมว่านี่มาจาก stat ของผู้ชายที่ทำงาน full-time ตลอดทั้งปี

จนเมื่อเร็วๆนี้เอง ผมเพิ่งย้ายเข้าไป condo ที่ไม่มี net ใช้ แน่นอนว่าเวลาตอนเย็นถูกใช้ไปกับอย่างอื่นที่ไม่ใช่ internet แน่นอน ที่ผ่านมาได้ทำ:

  • ออกกำลังกาย
  • อ่านหนังสือ (มากมายนับไม่ถ้วนใน Kindle)
  • เขียนโค้ด (แบบที่ไม่ต้องถาม Google ตลอดเวลา)
  • นอนฟังเพลง
  • ใช้เน็ตมือถือ (อ่าว เฮ้ย!!!)

 

ที่รู้สึกคือ เวลาผ่านไปอย่างมีคุณค่ามากขึ้น เหมือนกับตอนนี้ มีคนมาคุมเวลาให้อีกครั้งแบบในสมัยเด็กๆ (ว่าวันธรรมดาห้ามเล่นเกมส์) เพราะสุดท้ายโตป่านนี้ผมก็ยังคุมเวลาตัวเองไม่ได้อยู่ดี ถ้าโดนควบคุมด้วย environment แบบนี้ก็คงเวิร์คอยู่

อันนี้คือกราฟเอาเฉพาะเดือนที่ผ่านมา ผมถือว่าดีขึ้นนะ! ถึงแม้ว่าจะทำให้ชีวิตลำบากบ้าง (จะหาข้อมูลอะไรก็ต้องรีบทำให้เสร็จระหว่างวันตอนมีเน็ตใช้อยู่) แต่ก็ถือว่าเป็น tradeoff ที่โอเค

month

เสียดายที่ Google ไม่เปิดให้ดูเดือนใดๆ ไม่งั้นคงเทียบกับ pattern การใช้ของตัวเองในสมัยก่อนได้ดีขึ้น

แนะนำ practice นี้ให้ทุกคนที่มีปัญหากับชีวิตและโดน internet ดูดเวลาครับ

เอาจริงๆเร็วๆนี้มีเรื่องให้ต้องติด net ที่คอนโดซะแล้ว ไม่รู้จะกลับไปเป็นแบบเดิมมั้ย T^T

รีวิว Kindle DX Graphite

รีวิวนี้เหมาะกับคนกลั่นข้อมูลมาเต็มที่แล้วนะครับ อะไรที่มันซ้ำๆกับรีวิวอันอื่นจะละๆไปละกัน

ในที่สุดกิเลสที่สั่งสมมายาวนานของผมก็ก่อตัวเป็นรูปร่างของแข็งครับ TvT จุดประสงค์หลักๆเลยที่ซื้อมาคือเพื่อจะเอามาอ่าน PDF ที่เก็บๆไว้มากมาย ยังไม่ค่อยสนใจจะซื้อของจาก store ของ Amazon เท่าไหร่ ส่วน 3G ถึงจะแถมมาให้ฟรี แต่ก็ด้วยข้อจำกัดของตัวจอ E-ink ที่ refresh ช้ามากรวมถึงตัว web browser บน Kindle DX นั่นแหละ ที่ทำให้การเล่นเน็ตบน DXG ไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่ เหมือนเค้าตั้งใจให้เอาไว้แค่เวลาซื้อหนังสือผ่าน Kindle จะได้ง่ายๆมากกว่า ขอสรุป requirement ของตัวเองดังนี้

  • เอามาใช้อ่านไฟล์ PDF เป็นหลัก ส่วนใหญ่เป็นหนังสือวิชาการ บทความ เอกสารประกอบซอฟแวร์ การ์ตูนบ้างบางเวลา
  • ไม่ได้พกไปข้างนอกมากเท่าไหร่ อ่านบนโต๊ะบนเตียงที่บ้าน
  • ยังไม่ค่อยสนใจซื้อหนังสือผ่าน Kindle store
  • 3G มีก็ดี เผื่อเอาไว้ไปเช็คเมล์ขำๆไม่ต้องเสียตังค์

มีคนถามบ่อยว่าทำไมไม่เอา iPad เปิด PDF ได้เหมือนกัน หลักๆเลยคงเป็นเรื่องจอ E-ink นี่ล่ะครับ

หลังจากอ่าน review มาหลายเจ้าก็ได้ข้อสรุปว่า ถ้าจะเอามาอ่านหนังสือ PDF นั้น ควรจะเป็นจอขนาด 9.7” ของ DXG เท่านั้นครับ (จอเล็กมันเล็กไป) ปรึกษาคนโน้นคนนี้อยู่หลายวันว่าจะสั่งยังไงให้มันถูกๆดีหว่า สุดท้ายก็ไม่ได้ทำไร –_-‘ สั่งตรง Amazon โดน Tax เต็มๆ ส่วนตัวก็รู้สึกอุ่นใจกว่านะที่มันมาส่งให้ถึงบ้านเลยไม่ต้องทำ action อะไรแล้ว แต่ถ้าคิดเป็นเม็ดเงินก็ >_<” (อยากจะร้องไห้)

เวลาจัดส่งประมาณ 4 วัน (คลิกดูรูปใหญ่) ติดตามผ่านเว็บ DHL ได้ตลอด (มันมี tracking number ให้) ดูผ่านเว็บจากที่ทำงานว่าพี่ที่บ้านเซ็นรับให้แล้วก็อุ่นใจ .. แต่ก็แอบไม่มีสมาธิทำงาน ฮ่าๆๆ

00_DELIVER

เข้าเรื่องตัวของเล่นกันเลยดีกว่า

จอ E-ink

เปิดกล่องมาครั้งแรกเห็นมันมีพลาสติกใสทับเครื่องอยู่แล้วก็มี instruction สอนให้เสียบปลั๊กแบบโน้นแบบนี้ ตอนแรกนึกว่า instruction มันเป็นหมึกพิมพ์ลงบนพลาสติกใส ปรากฎว่ามันเป็นรูปจากจอ E-ink ว่ะ o__o’ โอ้! ใช้ได้ๆ บางคนพอได้ยินคำว่า E-ink หรือจอกระดาษ อาจจะงงว่าแล้วมันต่างจากจอคอมหรือ iPad ยังไง? อ่านในที่มืดได้รึเปล่า? คำตอบคือมันไม่เหมือนกัน แล้วมันอ่านในที่มืดไม่ได้ครับ แต่ถ้าอยากอ่านก็ต้องเอาไฟฉายมาส่งเหมือนกระดาษ อ่านที่แดดจ้าไม่มีปัญหา (แต่อยู่เมืองไทยใครจะไปอ่านกลางแดด ….)

จอของ DX ขนาด 9.7” ตามแนวแทยงมุม (เหมือนเวลาบอกขนาด TV)  หรือ 20 x 14 cm

Pixel Count:
1200 x 825 (SVGA)

Active Area:
202.9 x 139.5 mm
246.38 mm (9.7") diagonal

DPI:
150

ส่วนจอ Kindle 3 (Kindle ตัวใหม่ที่จะออกปลายสิงหานี้) ขนาด 9 x 12 cm ผมแนะนำว่าให้ตัดกระดาษออกมาขนาดเท่านี้ดู ถ้าอยากรู้ว่ามันเล็กเกินไปรึเปล่า

Pixel Count:
800 x 600

Active Area:
122.4 x 90.6 mm
152.3 mm (6") diagonal

DPI:
166

อีกเรื่องนึงที่มารู้ไม่นานก่อนซื้อเครื่องคือ ตัว firmware ของ Kindle มันจะทำหน้าที่ตัดขอบขาวๆของ PDF ออกให้ด้วย โอ้ววว >_< พูดง่ายๆคือไม่ต้องทำอะไรกับ PDF เลย แค่โยนลงเครื่องแล้วตอน display มันก็จะไม่แสดงขอบขาวๆพวกนี้ให้เห็น เป็นการใช้พื้นที่หน้าจออย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นขนาด 20 x 14 หรือ 9 x 12 cm อาจจะเทียบตรงๆกับขนาดกระดาษไม่ได้ ให้มองเฉพาะส่วนที่เป็น text (ถ้าจะเปรียบเทียบ)

ผมประทับใจจอมากๆ วันที่สองที่ได้มา อ่าน pocket book เล็กๆไปประมาณ 2 – 3 ชม. ไม่ล้าเหมือนอ่านหน้าคอมเลย

01_DXG_VS_A4

สีขาวเป็นกระดาษ A4

06_SHADE

เฉดสีเทามี 16 ระดับ

ปุ่ม

ตอนแรกคิดว่าจะเป็นปุ่มหยาบๆ (แบบกดแล้วไม่ค่อยนุ่มเท่าไหร่ เหมือน Mouse) แต่พอลองของจริงแล้วมันก็นุ่มระดับนึงนะครับ แต่ก็ไม่ได้ดีมาก

และเนืองจากจอ E-ink ที่มัน refresh ช้าด้วยนี่แหละ เลยทำให้บางทีเวลาพิมพ์หรือเลื่อน cursor หรือกดปุ่มอะไร มันจะตอบสนองไม่ค่อยทันใจเรามาก แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ารำคาญกับเรื่องนี้มากนะ

keyboard ถือแล้วใช้นิ้วโป้งพิมพ์ไม่ได้ อันนี้เคยอ่านมาจาก review อันอื่นเหมือนกัน แต่ผมคงไม่ได้พิมพ์อะไรบ่อยๆอยู่แล้ว ยกเว้นเวลาจะ jump ไปยังหน้าที่ระบุ หรือเวลาจะ search ใน PDF ถ้าอยากพิมพ์จริงๆควรจะตั้งกับพื้นแข็งๆแล้วพิมพ์

ปัญหาตลกๆอีกอย่างคือเวลาจะพิมพ์ตัวเลขต้องกด Alt ก่อน = =’ อันนี้แอบลำบากจริงเพราะต้องใช้บ่อย

03_KEYBOARD

น้ำหนัก

หนักประมาณ 0.5 kg เบากว่า iPad ขีดนึง เพื่อนผมบอกว่าถือนานๆคงเมื่อยมือ หนักไป ใหญ่ไป แต่ผมไม่มีปัญหากับข้อจำกัดเรื่องนี้เพราะว่ากะจะใช้ที่บ้านอยู่แล้ว เนื่องจากจอมันค่อนข้างจะใหญ่ด้วย กลัวพอไปมากระแทกแล้วแตก

3G

ฟรี ช้า และไม่บันเทิง

ผมลองใช้ในบ้านเราดู มันก็เข้าเว็บใดๆได้นะครับ แต่จะแสดงภาษาไทยไม่ได้ แล้วก็แสดงผลแปลกๆ ไม่มันส์เท่าเล่นในมือถือหรอก

มีคนถามมาบ่อยว่าแล้วมันใช้ 3G ผ่านเครือข่ายของใคร? AIS, True, DTAC? อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่เคยเห็นเว็บที่มันแกะเครื่องออกมา ข้างในจะมีซิมจาก Amazon ใส่มาอันนึง (เปลี่ยนเองไมได้)

การใช้งาน PDF

มีเรื่องที่งงๆกันเกี่ยวกับ Kindle และ PDF อยู่หลายอย่าง

  • Firmware Kindle ปัจจุบันใช้ zoom PDF ได้แล้ว แต่ก็เพราะจอ E-ink มัน refresh ช้าจัด บางทีจะให้มา zoom บ่อยๆมันก็ไม่สะดวกนะ (ยกเว้นเป็นพวก map ที่นานๆใช้ทีนึง)
  • ภาษาไทยหรือภาษาอะไรก็ตามใน PDF จะอ่านได้เสมอ ตามที่ผมเข้าใจคือ ส่วนใหญ่เอกสารที่เป็น PDF มันไม่ต้องใช้ข้อมูลพวก font จากข้างนอกมา render
  • ปรับขนาด font ใน PDF ไม่ได้แน่นอน ถ้าเป็น E-reader รุ่นอื่นอย่างเช่นของ Sony จะมีฟังก์ชันที่เรียกว่า reflow (แต่ก็ไม่ควรไปคาดหวังว่ามันจะทำงานได้ดี) แต่หนังสือและเอกสารส่วนใหญ่ผมเปิดใน DXG แล้วได้ font ที่ขนาดกำลังดี อ่านได้นะครับ ยกเว้นบางเล่มจริงๆที่รู้สึกว่ามันเล็กไปมากๆ หรือไม่ก็เล่มที่ขอบหนังสือมันไม่ขาวหมดจด มีขอบโน่นขอบนี่ตัว firmware เลยตัดไม่ได้
  • ถ้าเป็นหนังสือที่ซื้อจาก Amazon จะทำ text to speech ได้, take note ได้, เปลี่ยนขนาด font ได้ แต่ถ้าเป็น PDF ดาดๆ จะทำอะไรพวกนี้ไม่ได้เลย

ลองมาดูตัวอย่าง

04_AI_CHART

05_MANGA

05_MANGA_ZOOM

อันนี้เป็นอีกปัญหาที่หลายคนเจอเหมือนกัน คือ font ที่เป็นสีๆ บางทีพอมาดูบน Kindle แล้วสีมันจะเทาอ่อนเกินไป ทำให้อ่านไม่ออก

08_CODE 

09_CODE_NORMAL

บางไฟล์ตัวอักษรจะเล็กเกินไปจริงๆ แต่ถ้าพลิกเป็นแนวนอนก็จะใหญ่ขึ้นพออ่านได้เหมือนรูปด้านล่าง

10_HOR

สรุป คือผมพอใจกับมันนะครับ รู้สึกขอขวดที่ขวางผมกับ PDF ที่มีบน harddisk มันหายไปเกือบหมด >_< (เว่อซะ)  ค่อนข้างมั่นใจว่านี่จะไม่ใช่ E-reader เครื่องสุดท้ายที่จะซื้อในชีวิตนี้ มันมีตลาดตรงนี้จริงๆซึ่งตอนนี้อาจจะยังไม่ใหญ่ แต่คงไปได้อีกไกล

ข้อเสียส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่รู้มาจาก review อื่นแล้วเกือบจะทั้งหมด ไม่เจอเรื่อง surprise อะไรพิเศษ

ถ้าพยายามกว่านี้คงสามารถหาวิธีสั่งซื้อที่มันถูกกว่านี้ได้ เช่น ฝากเพื่อนที่ US หิ้วหรือหาคนที่เค้ารับส่งของจาก US มาให้ ในกรณีของผมที่สั่งตรงกับ amazon จะโดน tax ไปเยอะมากกกก…ก (โดนตัดไปตั้งแต่ตอนสั่งผ่านเว็บ) ถือว่าเป็นค่าขี้เกียจละกัน แต่ก็สบายใจดีในแง่ที่ว่าถ้าเปิดกล่องแล้วจอมันแตก ก็คงโวยกับ customer service ได้อย่างสะดวกใจ เสียตังค์กับของเล่นชิ้นนี้ไปเยอะเหมือนกัน TvT ขออนุญาตไม่คูณเป็นเงินบาท

34260_423955127256_637427256_5086573_7611058_n

รายละเอียดเพิ่มเติมไปดูที่หน้าสินค้า คนแถวนี้ใครจะซื้อมาคุยกันก่อนก็ดี :’P

จริงๆอยากเขียนละเอียดกว่านี้แต่เขียนไปเขียนมาชักยาว สงสัยอะไรถามมาได้ๆ ตั้งแต่ใช้มาจนถึงตอนนี้อ่านหนังสือเล่มเล็กๆไปได้ประมาณ 1 เล่มครึ่งแล้ว ยังคงแฮปปี้อยู่ ส่วนใหญ่นอนอ่านบนเตียง

The search for ‘Edge’

280px-Roulette_-_detail

 

ถ้ามีเกมเกมนึงมีกฎว่า โยนเหรียญเที่ยงตรงแล้วออกหัว จะได้ 1.001 บาท แต่ถ้าออกก้อย จะต้องเสียเงิน 1.000 บาท มันจะเป็นเกมที่น่าเล่นมากๆ เพราะเหรียญเที่ยงตรงยิ่งโยนมากเท่าไหร่ จำนวนที่ออกหัวต่อที่ออกก้อยก็จะเข้าใกล้ 1 มากกว่านั้น

ในกรณีแบบนี้ จะเห็นว่าผู้เล่นค้นพบ ‘กลยุทธ’ ที่จะทำให้ตัวเองได้กำไร (เสมอ) จากการพนันได้ พูดอีกแบบว่าผู้เล่นมี ‘Edge’ สำหรับเกมโยนเหรียญอันนี้

เรื่องอื่นๆที่ไม่ใช่เรื่องการพนันก็คล้ายๆกัน

  • ร้านอาหารมี edge เหนือร้านอื่นคือทำเลดี ลูกค้าติดปากอาหาร พ่อครัวเก่ง ….
  • กระเป๋า/ นาฬิกา/ เสื้อผ้าแบรนด์ดังมี edge คือคนติดแบรนด์ เป็นค่านิยมของสังคม
  • เซลล์มี edge คือหน้าตาดี พูดเก่ง เครือข่ายเยอะ โน้มน้าวเก่ง
  • บริษัทโทรคมนาคมมี edge คือได้สัมปทาน จำนวนคู่แข่งมีจำนวนจำกัด
  • ผู้นำเข้าสินค้ามี edge คือช่องทางนำเข้าที่ต้นทุนต่ำกว่ารายอื่น
  • เจ้าของ software house มี edge คือ connection เยอะมากคอย source งานให้เรื่อยๆ
  • เทรดเดอร์มีอัลกอริทึมจะทำให้เทรดได้โดยได้กำไรในระยะยาวและจำกัดความเสี่ยง
  • …. มากมาย

ถ้าไม่รู้สึกว่ามี edge ในสิ่งที่กำลังจะทำแล้ว โอกาสจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำคงมีน้อย ทุกวันนี้คุณมี ‘edge’ ในสิ่งที่ตัวเองทำ (หรือกำลังจะทำ) อยู่รึเปล่า ?

ว่าด้วย M79

Grenade_launcher_M79_1

ช่วงนี้ตูมตามกันใหญ่ เลยลองไปหาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ M79 มาครับ เผื่อว่าจะมีประโยชน์ในการป้องกันตนเอง พอจะสรุปเป็นประเด็นได้ดังนี้

– M79 มันเป็นชื่อ ปืนยิงระเบิด ไม่ใช่ชื่อของระเบิดจริงๆ จริงๆแล้วมันยิงระเบิดได้หลายแบบมากสังแบบสังหารระยะใกล้ หรือยิงระเบิดระยะไกลแบบที่เจอในไทย

– ระเบิดที่เจอในไทยมีชื่อเรียกเฉพาะจริงๆว่า M406

– ตอนเริ่มยิง หัวระเบิด M406 จะวิ่งออกจากปากกระบอก M79 ด้วยความเร็วประมาณ 75 เมตร / วินาที หรือเท่ารถยนต์ความเร็ว 270 กม. / ชม. … โอ้ววว ที่ยกมาตรงนี้เพราะคิดว่าระหว่างหัวระเบิดวิ่งมันน่าจะมองเห็นทันด้วยตาเปล่าและมี action เช่นการหมอบลงพื้น ได้ทัน

– ตอนระเบิด หัวระเบิด M406 จะให้สะเก็ดระเบิดออกมาประมาณ 300 ชิ้นถ้วนออกมารอบทิศทาง (ถ้าใครไม่คุ้นกับคำว่าสะเก็ดระเบิด ให้คิดว่ามันเป็นกระสุนดีๆนี่เอง) ด้วยความเร็ว 1,524 เมตร / วินาที (อันนี้คงไม่ต้องเทียบกับรถยนต์ เพราะคงรู้นะว่ามันเร็วมาก – -‘’)

– เสียงเดินทางที่ความเร็ว 340 เมตร / วินาที ที่อากาศ 20 °C และความหนาแน่นอากาศระดับน้ำทะเล

– นั่นแปลว่า สะเก็ดระเบิดเดินทางเร็วกว่าเสียง และจังหวะที่เราได้ยินเสียงระเบิด คาดว่าสะเก็ดระเบิดคงฝังในตัวเรียบร้อยแล้ว o__o’ ฮะ!!?! ดังนั้นตอนที่ได้ยินเสียงระเบิด มันไม่มีโอกาสเลยที่จะทำ action เช่นการหมอบ … ยกเว้นจะทำเพื่อหลบระเบิดลูกถัดไป …

– ตัวลูกระเบิดมีระบบรักษาความปลอดภัย … ให้ผู้ยิง (เอ๊ะ!) ด้วยการการรันตีว่าจะไม่ระเบิดภายในระยะ 30 เมตรหลังจากที่มันโดนยิง ดังนั้นถ้าอยู่ใกล้คนยิง 30 เมตรก็จะปลอดภัย …. แต่ถ้าเห็นหน้าคนยิง ก็อาจจะโดนเก็บอยู่ดี =_=’’ โอ้ยย

– ยิงได้ไกลที่ประมาณ 350 – 400 เมตร  แต่ถ้าระเบิดตกใกล้ตัวในรัศมี 5 เมตร (เกือบเท่าตึก 2 ชั้น) การันตีว่าตาย  – -‘’

– ตอนเรียน นศท. (รด. นั่นแหละ) ทหารแตงโมรึเปล่าก็ไม่รู้ สอนว่าให้ “หมอบ” หลบระเบิด เพราะวิถีสะเก็ดระเบิดจะพุ่งออกมาเป็นตัว V แบบรูปด้านล่าง ดังนั้นการหมอบจะมีโอกาสหลบได้เยอะสุด อีกอย่างนึง (อันนี้ไม่แน่ใจ) ให้คว่ำหน้าเอาตาแนบกับมือเป็นการเก็บอวัยวะสำคัญ

Trajectory

– แต่ประเด็นคือระเบิดแบบที่ทหารบอก มัน assume ว่าระเบิดจากที่พื้น  แล้วถ้าระเบิดบนหลังคา BTS หรือต้นไม้ข้างๆ หรือกำแพงตึกล่ะ ??

Trajectory2

– ผมมานั่งคิดๆดูแล้ว คิดว่าสถานการณ์ส่วนใหญ่การหมอบ work สุดนะ เพราะโอกาสมันคงน้อยมากที่จะยิงแล้วไประเบิดบนเพดาน (ซึ่งเป็นกรณีแย่สุดของการหมอบ  – -‘ ) นอกนั้นก็โอเค

– ดังนั้น ผมคิดว่ากรณีทั่วๆไป ถ้าเราสามารถทำนายได้ว่าต่อไปจะมีเหตุระเบิดเกิดขึ้น หรือเห็นคนกำลังชู M79 กำลังจะยิงเลย ให้หมอบไว้น่าจะดีสุด (หวังว่าจะไม่มีใครทะลึ่งวิ่งเข้าไปหลบในระยะ 30 เมตรจากคนยิง +_+)

หวังว่าคงมีประโยชน์ ไม่ว่าฝ่ายไหนจะยิง ตัวเราต้องปลอดภัยไว้ก่อน

ทำงาน 1 ปีแรก

คิดว่านี่เป็น milestone ใหญ่ๆอันแรกในชีวิตมนุษย์เงินเดือนครับ นั่นหมายถึงผมทำงานมาครบ life cycle ของมนุษย์เงินเดือนทั่วไปแล้ว คือ

  • ตั้ง objectives
  • ทำงาน
  • ประเมิน performance กับหัวหน้างาน ว่า objectives ที่ตั้งไว้ทำได้ตามนั้นรึเปล่า ได้ระดับไหน
  • ได้เงิน fixed bonus ปลายปี
  • ได้เงิน performance-based bonus ตอนเมษา

(Your mileage may vary)

ที่ทำงานบรรยากาศดีครับ เพื่อนร่วมงานใจดีทุกคน ส่วนใหญ่จะเป็นพี่ๆ มีตั้งแต่รุ่นพี่ประมาณ 3 ปี จนถึงเพื่อนๆของอาจารย์ (ใหม่ๆ) ที่ภาคคอม 55+ แต่คนนอกมองเข้ามาในทีมอาจจะไม่รู้สึกว่าผมแตกต่างเท่าไหร่ เพราะหน้าแก่นำไปแล้ว T_T (เส้า) เคยไปประชุมกับ QA ทีมอื่น โดนเรียกพี่อีก (อ่าววว งอแง) Issues จากระดับบนในบริษัทไม่ค่อยลงมาถึงระดับผมเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งคงเพราะ management ใน team อันได้แก่ group leaders และ manager แบกรับจัดการให้หมดแล้ว คนงานทำงานได้อย่างค่อนข้างสบายใจ :’)

เรื่องลักษณะงานที่ทำก็เคยเขียนไปบ้างแล้ว สิ่งที่ได้จากการทำงานที่นี่ คงเป็นเรื่องเทือกๆ Incident Management แล้วก็เรื่องของ Customer Support โดยที่คำถามจากลูกค้าหลายครั้งก็ถูกส่งมาในขณะที่เค้ากำลังอยู่ในขั้นตอนการ develop หรือ test ระบบ ซึ่งอาจจะไม่ร้อนแรงมาก แต่เมื่อไหร่มันมาจาก production environment มันจะเริ่มมีความร้อนขึ้นมาหน่อยๆ – -‘’ ต้องตอบให้เร็วขึ้นและหาต้นเหตุ (root cause) ให้เร็วมากขึ้น ซึ่งเคสแบบนี้ก็มีมาให้ทำเรื่อยๆ งาน specialized technical support แบบนี้มันมีอยู่เฉพาะบริษัทใหญ่ๆที่มีฐานลูกค้าใหญ่ และ “ชัดเจน” เรื่อง support เท่านั้น ดังนั้นมันก็ตามมาด้วยข้อเสียว่า career path ถ้าอยากจะโตในสาย technical มันค่อนข้างจะแคบมากอยู่

ข้อมูลที่ลูกค้าให้มาหลายครั้งมัน complete มากขนาด reproduce issue ยากๆได้แทบจะทันที (เช่น deadlock) แต่บางครั้งข้อมูลที่ได้มามันก็เต็มไปด้วย noise มีทั้งแบบที่โยนมาให้เป็นก้อนใหญ่ๆไม่รู้ว่าส่วนสำคัญอยู่ไหน แบบที่เข้าใจไม่ตรงกันแล้วได้ข้อมูลมาผิด หรือแบบที่ไม่สามารถให้ข้อมูลเราได้ทันทีต้องรอนาน ต้องใช้กำลังภายในจัดการกับเรื่องพวกนี้บ้างเป็นบางครั้ง ฮึ่มมมม

อีกเรื่องที่ได้ไปเต็มๆคือได้เห็นว่าคนที่เค้าอยากได้ real-time financial data ไปเนี่ยเค้าเอาไปทำอะไรกัน เรื่องนี้ก็ช่วยเพิ่มความสนใจในเรื่อง finance ให้ผมได้ระดับนึงเลยล่ะ >_<’ ตอนนี้แอบสนใจเรื่องแนวๆ Quantitative Finance อยู่หน่อยๆ มันก็เป็นความเชื่อส่วนหนึ่งของผมเลยแหละว่า skill ด้าน software development ของพวกเราวิศวคอมเนี่ย มันจะมีค่ามากที่สุดต่อเมื่อเรารู้เรื่องใน domain อื่นในเชิงลึกคู่กันไปด้วย หลายๆครั้งผมเลยพยายามหาอะไรใหม่ๆทำดูบ้าง

เรื่อง technical ผมยังไม่รู้สึกว่า skill ตัวเองพัฒนามากขึ้นเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งเพราะบริษัทมีอะไรๆที่มันเป็นของภายในให้เรียนรู้เต็มไปหมด ประโยชน์ที่เราจะได้ติดตัวไปจากการศึกษาเรื่องพวกนี้มีแค่ idea และ concept ว่าระบบแบบนี้เค้าสร้างกันขึ้นมาให้ประสบความสำเร็จและขายได้ได้ยังไง ผมรู้จักเทคโนโลยีพวก Low-latency Message Bus ละเอียดขึ้นระดับนึงเลย ส่วนเรื่อง implementation มันก็มีการยอมรับและใช้กันแพร่หลายในบริษัทกลุ่ม financial นั่นแหละ ถ้าเปลี่ยน industry ขึ้นมา ความรู้ในระดับ imlementation พวกนี้ก็อาจจะไม่ได้ใช้เลย

ตั้งแต่ทำงานผมยังไม่เคยเจอปัญหาแบบที่เป็น technical แล้วปวดตับไป 3 วันอะไรแบบนั้นด้วยแหละ >_<’ ความลำบากส่วนใหญ่เป็นเรื่องวิธีการค้นหาข้อมูลมากกว่า ช่วงแรกๆที่ทำงานผมบ่นตลอดเวลาว่าอยากได้ internal google เพราะหาอะไรแทบไม่เจอเร้ยยย วิธีการแก้ปัญหาแบบปกติที่เอา keyword ไป search, เจอบลอก, แล้วแก้ปัญหา ไม่สามารถเอามาใช้ได้ที่นี่ ต้องเปลี่ยนวิธีการมาเป็นการค้นในตัว documentation จริงๆ แล้วก็ต้องทำความเข้าใจกับโค้ด C/C++ ขนาดใหญ่มากที่เราไม่ได้เป็นคนเขียนเอง – -‘’ มันก็เหนื่อยอยู่ แต่พอปรับตัวได้มันก็สนุกและทำให้เรากล้ามากขึ้นที่จะเข้าไปรื้อโค้ดของคนอื่นนะ นอกจากนี้ก็มี flight บังคับให้เรียนรู้เทคโนโลยีเก่าๆเพราะต้อง support บ้าง บางทีผมเห็นเพื่อนๆได้ทำงานที่เรียนรู้อะไรใหม่ๆ (โดยตัวเนื้องานเอง) ก็มีอิจฉาบ้างนิดหน่อย แต่ที่นี่ก็ยังเปิดโอกาสให้มี internal project เอามาทำได้เรื่อยๆนะ โดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาตนเองของพนักงาน

ทำงานมาครบปีนึงเลยเข้าใจเลยนะ ว่าเวลาไปสมัครเรียนต่อหรือย้ายงานนี่ เวลาเค้า require “ประสบการณ์” นี่ เค้าอยากเห็นอะไร? ผมคิดว่ารวมๆแล้วมันหมายถึง

  • มีความสามารถที่เป็น hard skill ในการทำงานตามงานที่กำหนดได้
  • เข้าใจเรื่องทั่วๆไปเกี่ยวกับการทำงานในบริษัท: career path, โครงสร้างเงินเดือน, การประเมิน performance, โครงสร้างองค์กร
  • ได้อยู่ในบรรยากาศการทำงานในบริษัท มีการทำงานร่วมกับคนอื่น เห็นความขัดแย้ง ….. blah balh

โดยรวมๆผมยัง enjoy กับการทำงานครับ พี่ร่วมทีมใจดี ขนมเยอะ ชีวิตราบรื่นจนรู้สึกว่า เฮ้ย สบายไปเปล่าวะ – -‘a (เอ๊ะ! ยังไง) อย่างไรก็ตาม กฎของแก๊น ยังเป็นจริงอยู่ครับ

เลือกได้แค่ 2 อันจาก

  • งานสนุก ท้าทาย ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ
  • มีเวลาว่าง และมี work-life balance หรือเป็น family man
  • จ่ายดีมาก มีตังค์ซื้อของ Apple

ถ้าใครทำให้ตัวเอง “เชื่อ” ได้ว่ามีทั้ง 3 อย่างพร้อมกัน ผมว่าคุณประสบความสำเร็จระดับนึงแล้วครับ 😉

หวังว่าคนอ่านคงได้อะไรไปบ้างครับ (พี่ที่ทีมถ้าหลุดข้ามาอ่านก็อย่าลืมคอมเม็นต์นะ :P) หลักกิโลหน้าคงเป็น “ทำงาน 3 – 4 ปี แรก”

New Big Toy

พักหลังๆนี่เวลาแก๊นจะตัดสินใจซื้ออะไรซักอย่างที่มันมีราคา จะคิดแล้วคิดอีก อย่างน้อยก็ทิ้งเวลาไว้ตั้งแต่ 2 อาทิตย์ – หลายเดือน เพื่อจะดูว่าเราต้องการมันจริงๆรึเปล่า (ถ้าผ่านมานานแล้วก็ยังต้องการอยู่ก็แปลว่าโอเค ไม่ใช่ความรู้สึกชั่ววูบหลังดูโฆษณา)

ของเล่นชิ้นล่าสุดที่เอาเข้าบ้านคือ LCD TV ของ LG รุ่น LH70 ขนาด 32 นิ้ว กระเป๋าแห้งไปอีกหลายเดือน อยากถ่ายรูปที่ห้องเก็บไว้เหมือนกัน แต่ห้องรกจัด แหะๆ ผมแนะนำว่าซื้อกับร้านข้างนอกถูกกว่าในห้างมากจนน่าตกใจเลยนะครับ สุดท้ายมันก็ประกันศูนย์ LG เหมือนกัน

LH70_LR (1)

ประโยชน์ใช้สอยหลักๆก็เอามาดูหนังนั่นแหละครับ คนแรกที่ทำให้อยากซื้อคือพี่ธี CP31 เนื่องจากผมเห็นเค้าตั้งชื่อใน WLM ในทำนองแฮปปี้กับ TV ใหม่มาก หลังจากนั้นผมจึงเกิดความอยากได้แล้วก็เริ่มมีความรู้เรื่องพวก High Definition (Hi-Def) ขึ้นมาเล็กน้อย สรุปให้ฟังคร่าวๆดังนี้

  • TV ที่มันเขียนว่า FullHD แปลว่ามันแสดงผลได้ที่ 1920 x 1080 pixel
  • ไฟล์วีดิโอที่ขนาดดังกล่าว เรียกสั้นๆว่า 1080p แต่จริงๆแล้วมันยังมีขนาดเล็กกว่านั้นคือ 720p อีก เรียกรวมๆกันว่า Hi-Def video ทั้งคู่
  • หนัง Hi-Def พวกนี้ไฟล์ใหญ่เอาเรื่อง เรื่องนึงมีขนาดได้ตั้งแต่ 8 – 12 GB สำหรับหนัง 2 ชม.ครึ่ง
  • พอร์ตที่ใช้ส่งข้อมูลจะกลายเป็น HDMI แทน ซึ่งขนส่งข้อมูลแบบ digitial ไม่ใช่ analog ดังนั้นสายจีนแดงอันละ 350 กับสายแพงๆอันละ 2000 – 3000 จะมีความสามารถในการส่งเท่ากัน ต่างกันแค่ที่ความคงทน แล้วก็เรื่องคุณภาพของหัวต่อนิดหน่อย (แต่ไม่ทำให้สีอิ่มขึ้น สวยขึ้น ชัดขึ้น แน่นอน) เคยมีดราม่าเรื่องนี้ด้วยนะเทอว์
  • พอร์ต HDMI จริงๆแล้วมันขนส่งข้อมูลที่เป็นสัญญาณภาพแบบเดียวกับ DVI (ที่เห็นใน Graphics card และจอ LCD ของคอมพิวเตอร์ทุกวันนี้) แต่จะมี digital audio เพิ่มมาด้วย สรุปคือ HDMI = DVI + digital audio
  • ดังนั้นมันจึงมีหัวแปลงจาก HDMI –> DVI (โดยที่เสียงจะหายไป) และ DVI –> HDMI ได้โดยไม่เสียคุณภาพของภาพแม้แต่น้อย
  • ดังนั้น ตามทฤษฎี การเอาหัวแปลง DVI –> HDMI มาต่อที่ Graphics card แล้วเอาสาย HDMI ต่อเข้า TV จะทำให้เสียงไปโผล่ที่ TV ไม่ได้ อีกทั้ง Graphics card มันก็ไม่ได้ออกแบบมาให้มีเสียงออกมาด้วยอยู่แล้ว
  • แต่ ในทางปฎิบัติ ทั้ง ATi และ Nvidia ก็ต่างมีวิธีของตัวเองทำให้เสียงมันออกมาด้วยได้ !! (ตึ๊ง) โดยที่ ATi ต้องใช้หัวแปลงที่แถมมากับกับการ์ดเท่านั้น ส่วน Nvidia ลองไปดูกันเอง ฮ่าๆ (ผมใช้ ATi รุ่นที่มันยังไม่แถมหัวแปลงมาให้ ปัจจุบันยังหาไม่ได้เลย ยังใช้ลำโพงของคอมพิวเตอร์อยู่ T_T)

หลายวันนี้จะมีช่วงนึงที่เงียบๆไป เพราะเห่อของเล่นใหม่อยู่ครับ ฮาาาา โดยรวมๆแล้วจุดที่ชอบก็มีตรงที่ดู XVid จาก USB Flash Drive + USB HDD ได้ (มีพอร์ต USB หลังเครื่อง) แล้วก็ TruMotion ที่เป็นเทคโนโลยีการแทรก frames เข้าไประหว่าง frames ทำให้ภาพมันลื่นไหลมากขึ้น และส่วนของ UI ทำออกมาดูสวยใช้งานง่ายดี

ส่วนจุดที่ผิดคาดนิดหน่อยคือเวลาเอาหนัง 1080p กับ 720p ไปเปิดแล้วดูที่ระยะประมาณ 3 เมตร ผมแทบจะสังเกตความแตกต่างไม่ออกเลย T_T แต่หลายคนก็บอกอ่ะนะ ว่าถ้าเป็น LCD TV ขนาด 32” ไม่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อให้เป็น FullHD ก็ได้ เพราะมันสังเกตความต่างยาก

เอารูปตัวอย่างที่ printScrn มาให้ดูนิดหน่อย (ภาพเต็มขนาดที่ http://static.nkuln.com/uploaded/FullDistrict.png )เผื่อจะสามารถกระตุ้นต่อมอยากคนแถวนี้ได้ ฮ่าๆ

FullDistrict

ปล. มีแววอยากได้เครื่องเล่นเกมอีกแหงมๆ แต่เชื่อว่าคงไม่มีเวลาเล่นว่ะ T_T เส้าใจ (แล้วมีเวลาดูหนังได้ไงวะ !?)