Category Archives: Direction

สอบ TOEFL iBT

บลอกย้อนหลังไปหลายเดือนอยู่ -..-‘ สอบตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน

ความตั้งใจตอนแรกตั้งแต่ต้นปี 2012 นี้คือจะเตรียมตัวเรื่องไปเรียนต่อโทให้ได้ อุปสรรคหลักๆมีอยู่สามอย่าง

  1. คะแนน TOEFL
  2. คะแนน GRE (หรือ GMAT ในกรณีที่ไปเรียน Management)
  3. จดหมายแนะนำ (ขอเมเนเจอร์กับอาจารย์ที่คณะ)

เอาจริงๆผมหาตัวเองไม่เจอว่าอยากจะไปเรียนต่ออะไร? และที่ยากกว่านั้นคือเรียนต่อจบมาแล้วจะให้ทำอะไร?

ถ้ามองว่าการเรียนต่อเป็นการลงทุนแบบนึงมันควรจะเปิดประตูการทำงานหรือโอกาสอะไรบางอย่างเพิ่มให้เรา แต่เท่าที่เห็นและหาข้อมูลมามันก็ไม่ได้เปิดโอกาสเพิ่มอะไรขนาดนั้น (สำหรับสาย Computer Science หรือ IT) ผมอยากไปเรียนในแง่ที่อยากไปหาประสบการณ์ชีวิตมากกว่า แบบว่าอยากลองใช้ชีวิตนักเรียนนอกทำงานกับเพื่อนต่างชาติดูว่าเป็นยังไง (ถ้า adcom มาอ่านบลอกนี้คงโดนกาหัวใบสมัครทิ้ง @_@)

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะไปเรียนสายอะไรก็ต้องสอบ TOEFL เป็นด่านแรก ปัจจุบันเป็นระบบ iBT มีด่านสำคัญสี่ด่าน

  • Reading
  • Listening
  • Speaking
  • Writing

Writing

อย่างแรกที่ผมเตรียมตัวคือ Writing ซึ่งเตรียมไว้เนิ่นๆมากตั้งแต่ปลายปี 54 (ห่างจากเวลาสอบเยอะพอควร) สำหรับการเขียน Essay ใน part นี้เป็นอะไรที่เตรียมตัวด้วยตัวเองยากมาก เพราะต้องหาคนรีวิวงานเขียนของเราให้ และชี้ว่าตรงไหนถูกผิด อีกทั้งในการสอบจริงเวลามันก็มีจำกัด ดังนั้นต้องฝึกเขียนให้คล่อง

ระหว่างหาข้อมูลผมไปเจอกับ ACM Writing โดยพี่ Joe เข้า รู้สึกถูกฉโลก >_< คือผมเป็นคนไม่ชอบไปเดินทางไปเข้า class เป็นเวลาๆ (เพราะชีวิตเอาแน่เอานอนไม่ได้) อีกอย่างเราก็อยากได้แค่คนรีวิวงาน ไม่ได้อยากได้คนมาสอนแกรมมาร์หรืออะไรทำนองนั้น การเรียนผ่านอีเมล์กับพี่ Joe ก็เลยเหมาะ จบคอร์สมาก็ได้ความมั่นใจเพิ่มขึ้นพอสมควร และก็มีคนชี้จุดที่เราทำผิดบ่อยๆให้ อย่างไรก็ตามผมรู้สึกว่าถ้าจะเรียนกับพี่ Joe ให้ได้ประโยชน์เต็มที่ผู้เรียนก็ต้องพร้อมระดับนึง ถ้าไปแบบเป็น 0 คงไม่ได้อะไร ไปหาคอร์สนั่งเรียนจะดีกว่า

Reading & Listening

อันนี้เป็นส่วนที่ฝึกเองได้ง่ายมาก แค่เอาข้อสอบมาทำ แล้วก็ฝึกทำในโปรแกรม simulation (มักจะแถมมากับหนังสือ)​ ผมใช้หนังสือสองเล่ม

  • Cracking the TOEFL iBT (Princeton Review) เล่มนี้ตรงประเด็น กระชับ ภาษาอ่านง่ายเหมือนเพื่อนเล่าให้ฟัง (ดีป่าวหว่า)​ สอนเทคนิค ผมรู้สึกได้อะไรจากเล่มนี้เยอะสำหรับอะไรที่เป็นเรื่องเทคนิคทำข้อสอบ เค้าแถม audio CD มาให้ข้างในมี MP3 ไม่มีซอฟแวร์
  • Cambridge Preparation for the TOEFL Test เล่มนี้จะมีพาร์ทที่เป็นการปูพื้นฐานเยอะ สอนแกรมมาร์ แต่ผมรู้สึกว่ามันน้ำท่วมทุ่งมากๆ ที่เด็ดคือซอฟแวร์ simulation ซึ่ง interface เหมือนกับที่ใช้สอบจริงมาก ขอบ่นนิดหน่อยว่า CD มันก็อปปี้ยาก ทำ image ออกมาแล้วใช้ไม่ได้ซะงั้น – -‘

สำหรับสองพาร์ทนี้เน้นฝึก ฝึก ฝึก และฝึก อย่างเดียวครับ ทำให้เยอะๆเข้าไว้

Speaking

พาร์ทนี้ล่ะที่เป็นผู้ร้ายตัวจริง! เป็นพาร์ทที่คนมีปัญหาด้วยมากที่สุด และควรให้เวลาฝึกเยอะหน่อย

นอกจากคำแนะนำในหนังสือสองเล่มข้างบนแล้ว ผมแนะนำวิดีโอของ Joseph Miranda (Notefull.com) ผมได้ประโยชน์จากวิดีโอของเฮียแกมากๆ ซึ่งคำถามใน TOEFL iBT Speaking มันมีแพทเทิร์นที่เกือบจะชัดเจนของทั้ง 6 คำถาม

อันที่แปะไว้ข้างล่างนี้เป็น strategy ของ Question 1 ให้ลองไล่ดูไปเรื่อยๆจนถึง Question 6 แล้วพยายามสรุป template วิธีพูดของตัวเองสำหรับทั้ง 6 คำถามให้ชัดเจน แล้วไปฝึกจับเวลาทำของจริง (หมายถึง simulation) ที่มันจะทำให้เราแตกตื่นคือเรื่องการจับเวลานี่ล่ะ รุ่นใหญ่ใจต้องนิ่งนิดนึง = =’

ผมชอบวิดีโอของ Joseph มากๆ มากจนตามไปซื้อคอร์ส Speaking ในเว็บของเฮียมาในราคาประมาณ $10 (ถือเป็นการ tip) เพราะรู้สึกว่าได้ประโยชน์มากจริงๆ

คำถามที่ 1 กับ 2 มักจะเป็นคำถามปลายเปิด (เช่น เล่าเรื่องทักษะใหม่ที่เพิ่งเรียนรู้มาเมื่อปิดเทอมก่อน หรืออาจารย์ในอุดมคติเป็นยังไง??) สิ่งหนึ่งที่ควรเข้าใจคือ ไม่ต้องตอบให้ตรงความเป็นจริงก็ได้ ให้แต่งเรื่อง on the fly ไปเลย อะไรที่ทำให้เราสามารถพูดเหตุผลที่ make sense และทันเวลาให้พูดไปเลย จะสมมติว่าตัวเองเป็นนักเรียนหรือช่างซ่อมรถก็ได้

ผมฝึกพูดอยู่ที่บ้านคนเดียว เอาไอโฟนอัดเสียงตัวเองแล้วมาฟังอยู่ประมาณสองอาทิตย์ก่อนสอบ = =’

วันสอบ

ผมเลือกไปสอบที่ American Way English School ตามคำแนะนำของบลอกน้องแก้ว (พยายาม scheule ให้ได้ศูนย์นี้มากๆ) ไม่เคยไปสอบสนามอื่นเลยก็ไม่รู้จะแนะนำยังไง แต่ก็รู้สึกว่าที่ AWE อุปกรณ์ก็โอเค ถ้าจะมีเรื่องบ่นคงมีเรื่องเดียวคือตอนสอบ Speaking เสียงคนอื่นพูดดังเต็มห้องไปหมดเพราะนั่งใกล้กัน เราต้องจดจ่อกับการสอบของเราให้ดีแล้วไม่ต้องไปสนใจคนอื่น ซึ่งผมคิดว่าทำได้ไม่ยากนัก

ผลสอบ

คะแนนมาประมาณ 2 อาทิตย์หลังสอบ ปรากฎว่า ..

Test Test Date Reading Listening Speaking Writing Total
TELXML Sat Jun 30 09:37:24 EDT 2012 30 29 23 25 107

ได้คะแนนรวมออกมา 107 โดยที่ Reading กับ Listening เกือบเต็ม~ ส่วนอีกสองอันเกิน 20 ก็ดีใจแล้ว T_T ผมดีใจกับคะแนนมากๆ เอาจริงๆคือมันแอบฟลุ๊คที่ Reading กับ Listening กดไปซะเยอะ  สำหรับเพื่อนๆวิศวคอมกลุ่มที่สนิทกันการได้ TOEFL iBT เกิน 100 จาก 120 นี่ถือเป็น gold standard แล้ว (บางคนก็ aim สูงกว่านี้ ขึ้นกับคณะและมหาลัยในฝัน) ดังนั้นถ้าจะไปเรียนต่อคงทำก่อนที่คะแนนอันนี้จะหมดอายุ เพราะถ้าสอบใหม่คิดว่าคงไม่ได้เกิน 100 (ฮาา)

จึงจดประสบการณ์สอบไว้ที่นี่กันลืม~ .. ส่วนเป้าหมายต่อไปคือ GRE มีอันต้องยกเลิกไปกลางคันเพราะเปลี่ยนงานใหม่กระทันหัน ไม่มีเวลาเตรียมตัวและความอยากสอบเหลือเลย จนต้องยกเลิกที่สมัครไว้เลย >_<

ทำงาน 3 ปี 7 เดือนแรก ออกจากที่ทำงานที่แรก

เหลือเชื่อว่าไม่ได้เขียนบลอกทิ้งไว้ตอนครบ 2 ปี หรือ 3 ปี >_< ก็ว่าทำไมหาไม่เจอ (แต่เขียนไว้ตอน เดือนแรก5 เดือนแรก และ 1 ปีแรกนะ)

หลังจากทำงานผ่านปีแรกมา หลายอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง ความเป็นเด็กใหม่ในทีมเริ่มลดลงไป ค่อนข้างเข้าใจ product ตัวที่ซัพพอร์ตอยู่และขยายกิจการไปตัวอื่นๆในทีม ได้พัฒนาทักษะเรื่อง debugging เยอะมาก (ซึ่งผมเชื่อว่าหาเรียนรู้ยากในงาน dev ทั่วไปนะ ส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครอยากเสียเวลา debug อะไรยากๆมากมาย – -”)

เรื่องนึงที่ภูมิใจและมักจะเป็นเรื่องที่เลือกใช้เวลาต้องเล่าหรือต้องเขียน “ความสำเร็จ” อะไรซักอย่างจากการทำงาน คือเรื่องโปรแกรมตัวนึงที่เขียนไว้ browse log file (format เฉพาะของบริษัท)  ตัวโปรแกรมไม่ได้เขียนยาก แต่ผมรู้สึกว่าทำไปแล้วมันค่อนข้างมี impact กับทีม มันทำให้งานวิเคราะห์ log ที่ต้องทำเกือบทุกวันง่ายขึ้นมาก ได้รับเสียงตอบรับดี

แล้วตลอดสองสามปีที่ผ่านมา ผมจะรู้สึก “ฟิน” ลึกๆ เวลา(เผอิญ)กราดหน้าจอคนอื่นแล้วเผอิญเห็นเค้ารันไอ่แอปตัวนี้อยู่ >_< (คนเขียนโปรแกรมคงเข้าใจ) … format ของ log file ที่ว่าคงจะหายไปในไม่ช้า แต่โปรแกรมมันก็ถูกใช้งานอย่างคุ้มค่าแล้วอ่ะนะ

ปีนั้นทีมให้รางวัลเป็นแท่งอะคริลิค (IMS Support STAR) .. ชีวิตนี้โดยเฉพาะตอนสมัยเรียน  ได้แท่งอะคริลิคมาหลายอันอยู่ แต่อันนี้เป็นอันนึงที่ดีใจมากๆที่ได้ ถึงจะมาจากคนกลุ่มเล็กๆ T__T ตอนนี้เอากลับมาบูชาที่บ้านแล้ว

(หลังๆเค้าเลิกให้อะคริลิค ให้เป็นเช็คของขวัญแทนซะละ – -‘ ลืมบอกทีมก่อนออกว่าชอบอะคริลิคมากกว่า)

หลังผ่านมาสองปี (โดยประมาณ) มีการเปลี่ยนแปลงอันนึงที่สำคัญ คือย้ายทีมย่อยภายใน (เอาจริงๆทีมใหม่ก็เจอหน้ากันทุกวันอยู่แล้วอ่ะนะ ^^’) เรื่องหลักๆที่เกิดขึ้นคือเปลี่ยน product (เรียนรู้ใหม่) เปลี่ยน GL (พี่หวานจะเป็นยังไงน้าา .. หือๆ) เอาจริงๆไม่มีใครมาบีบคอให้เปลี่ยน ส่วนหนึ่งก็ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง (ไม่อยากออกจาก comfort zone) อีกส่วนหนึ่งก็รู้สึกว่าอยากลองทำอะไรใหม่ๆ

สุดท้ายลองเปลี่ยนดู .. และก็ค้นพบว่าตัวเองยังอยู่ดี ปกติ มีความสุข ได้คุยกับพี่หลายคนที่ก่อนย้ายทีมไม่ค่อยได้คุยเยอะขึ้น 🙂 รู้สึกได้ว่าทักษะเรื่อง debug เพิ่มขึ้นอีกมากมาย ทักษะเรื่องการหลอกล่อต่อสู้ลูกค้าประเภทต่างๆ ณ จุดนี้มีความมั่นใจว่าตัวเองโอเคแล้ว เขียนเมล์ด่าคนนี่พริ้วมาก~

ระหว่างทาง ก็มีเพือนใหม่ๆมาร่วมทีม แล้วก็เพื่อนเก่าออกจากทีมไป หลายๆครั้งเวลามีคนออกจากทีมผมรู้สึกได้รับ emotional impact เยอะอยู่ บางคนเห็นหน้ากันคุยกันทุกวันมาปีสองปีสามปีอยู่ๆหายไปเลยก็อดรู้สึกส้วมซึมเล็กๆไม่ได้ 🙁 แต่ละคนก็มีเหตุผลส่วนตัวของตัวเองในการเปลี่ยนงาน บางทีก็เข้าใจ บางทีก็ไม่เข้าใจ ฮ่าๆ

เรื่องที่รู้สึกได้จากที่นี่มากคงเป็นเรื่องติดต่อสื่อสารกับคนอื่น ปกติแล้วเป็นคนยังไงก็ได้ ไม่ค่อยกล้าพูด ไม่กล้าโวยวาย เค้าให้ทำยังไงก็ทำแบบนั้น (เข้าใจรึเปล่า?) มาอยู่นี่แล้วรู้สึกโวยวายเก่งขึ้น อยากได้อะไรต้องพูด(เมล์)ตรงๆ โดยเฉพาะกับลูกค้า และทีมอื่นๆที่คุยด้วย รอให้คนอื่น act นอกจากจะช้าแล้วยังไม่ได้แบบที่ต้องการอีก – -‘

นอกจากนี้การอยู่ในบริษัทใหญ่ๆมันก็ได้เห็นเรื่องพวก management structure ว่าเค้ามีวิธีจัดการคน 1,600 คนให้ตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันได้ยังไงให้มีความสุขและไม่มีปัญหา ซึ่งก็แน่นอนว่านี่เป็นปัญหาอีกแบบที่หาดูไม่ได้ในบรัษัทขนาดเล็กและคล่องตัวกว่า

197578_10150125390157321_6690666_n

เรื่องต่อๆมาคงเป็นเรื่องประสบการณ์ชีวิต รู้สึกได้ทำกิจกรรมแปลกๆ (ที่คงไม่ทำด้วยตัวเองแน่ๆ) ร่วมกันบ่อยๆ 555+

ขอแอบขอบคุณทีมอีกรอบไว้ในบลอกเงียบๆ ถ้าใครเข้ามาอ่านก็ทิ้ง comment ไว้ด้วยละกัน รักทุกคนครับ 😛

 

ในช่วงปีที่ 4 มี opportunity เข้ามา ผมต้องขอบคุณ blognone (ถึงแม้จะเป็นเว็บที่ชอบมีกฎอะไรแปลกๆออกมาบ่อยๆในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ แต่ปีหลังๆรู้สึกโอเคขึ้นละนะ) ที่คาบข่าวสารดีๆมาบอก แถมยังลงเป็นข่าวหน้าแรก​ (ไม่งั้นคงไม่เห็น)

ผมอยู่ในสถานะค่อนข้างเหมาะสม คือเริ่ม “อิ่ม” กับงานที่ทำอยู่ ไม่มีธุรกิจของตัวเองต้องดูแลจัดการ ภาษาอังกฤษโอเค เรื่องเขียนโปรแกรมก็สู้รบปรบมือ เป็นโอกาสที่ดีที่จะบีบตัวเองออกจาก comfort zone แล้วทำอะไรแปลกๆใหม่ๆดูซัก 11 เดือนในขณะที่ยังทำได้ (ไม่แก่จนเกินไป ไม่ต้องเก็บเงิน ไม่มีครอบครัว) แอบเสียดาย

เท่าที่ผ่านมาเดือนนึงโดยรวมก็ยังแฮปปี้ดี ถึงจะมีปัญหาแปลกๆให้หงุดหงิดใจเข้ามาเรื่อยๆ ได้บินไปเมกาด้วยตังค์คนอื่นครั้งแรกตั้งแต่ทำงาน (ฮาาา) คิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง หลายอย่างต้องขอบคุณ “อากู๋”

536552_10151092582217257_1466899938_n

บลอกหน้าจะจดเรื่องเดือน กันยายน – ตุลาคม 2012 ซึ่งเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง 😀 (อยากจดมาก ถ้าไม่ขี้เกียจเขียนซะก่อน)

เลิกเขียนบลอกที่ solidskill.net แล้ว

เลิกเขียนบลอก .. ที่ solidskill.net แล้ว 😛

ย้ายไปเขียนที่นี่ http://lifeonvm.nkuln.com .. พร้อมโพสต์เก่าทุกอัน

ส่วน URL Feed อันใหม่เป็น http://lifeonvm.nkuln.com/?feed=rss2 

ถ้าเรายังรักกันอยู่ ก็ฝาก subscribe ค์ด้วยนะครับ ส่วนเว็บ solidskill.net อันนี้ผมจะค่อยๆเอาออกไปทีละนิดส์ จดหมด ขอบพระคุณ 😉

ขอเริ่มบลอกแรกของปีนี้ ตอนใกล้ๆปลายปี ที่นี่ละกัน 🙂

พักหลังๆผมอยากได้ VPS เป็นของตัวเองซักอัน จะได้เอาไว้ใช้เล่นอะไรพิเรนๆ ก่อนหน้านี้ใช้ของ Rackspace Cloud Server อยู่พักนึง ก็เจอปัญหาว่าช้ามากเพราะเซิร์ฟเวอร์อยู่ US (ส่ง ping ทีนึงได้ 400-500ms จากไทย) ssh เข้าไปกว่าจะพิมพ์ได้แต่ละตัวรู้สึกอึดอัดเลยล่ะ

ต่อมาลองใช้ Amazon EC2 เลือก region เป็นสิงค์โปร์ พบว่ามันเร็วกว่ามาก (ping ประมาณ 50-100ms จากไทย) ช่วงนี้เค้าให้ลองเล่น micro instance (แบบห่วยสุด) ฟรี ก็เลยขอลองซักหน่อย แต่ก็เจอปัญหาอีกว่า micro instance มันทำอะไรหนักๆมากไม่ได้ ใช้หนักมากๆจะโดนลิมิต CPU จนนิ่งไปพักนึงเลย ส่วนครั้นจะอัพเกรดขึ้นมาอีกระดับเป็น small instance ก็แพงจนเกินไป สรุปว่า EC2 ก็ไม่ใช่ solution สำหรับคนจนๆอยากใช้ VPS อย่างเราอยู่ดี :'(

สุดท้ายเลยกลับไปมองฝั่ง US อีกรอบ คราวนี้ไปที่ linode เพราะ

  • มันมีเรื่อง availability zone s ที่หลากหลายกว่า Rackspace และมีหน้าวัดความเร็วของแต่ละ zone ให้ใช้ ผมลองดู Tokyo กับ Fremont ลองดูหลายๆอย่างทั้ง ping, traceroute สุดท้ายเลือก Fremont ไป (แอบแปลกใจเหมือนกันที่มันเร็วกว่าโตเกียว)
  • นอกจากนี้ยังอ่านเจอว่า Linode มันมีการ preserve resource พวก CPU ที่เป๊ะกว่า เพราะสำหรับ VPS หลายๆที่นั้นถ้าเราไปเจอเพื่อนบ้านเฮงซวยใช้ CPU เยอะก็อาจจะมาเบียดเบียนเราได้ แต่ Linode สามารถการันตี minimum ของ CPU time ที่เราจะได้ได้ ก็เป็นอีกหนึ่งข้อดี
  • หน้า admin interface ใช้ง่ายสุดๆ

ส่วนข้อเสียหลักๆก็เหมือน Rackspace คือมันอยู่ไกลมาก request/response ทีนึงหายไป 400ms ก็คงไม่เหมาะนักถ้าอยากจะทำเว็บที่มันต้องตอบสนองเร็วๆ ส่วนเรื่อง ssh ช้าก็พอใช้ mosh เยียวยาได้บ้าง

ถามว่าแล้วทำไมไม่เช่า VPS ไทยไปเลย? คำตอบคือส่วนใหญ่มันแพง ไม่มีตังค์ – -‘ (เฉลี่ยถูกสุดประมาณ 1,500 บาทต่อเดือน) ส่วนที่ประมาณ 700 บาทก็มี แต่เราก็ดันเชื่อใจ Linode มากกว่า ถ้าทำอะไรซักอย่างแล้วมัน catch on ค่อยกลับมาไทยละกันเนอะ (หวังว่าจะมีวันนั้น :P)

ช่วงนี้มีเรื่องสำคัญต้องทำหลายอย่าง จริงๆแล้วเขียนบลอกกับย้ายบลอกนี่เป็นเรื่องที่ทั้งไม่เร่งด่วน และไม่สำคัญ (แต่สนุก – -‘) หลังจากนี้ก็คงพักเรื่องเขียนโค้ดนู่นนั่นนี่ไปก่อนแล้วทำสิ่งที่ควรจะทำให้เรียบร้อย แล้วจะมาอัพเดทให้ฟังต่อ .. ถ้ายังมีคนอ่าน 🙂

เขียนโค้ดละลายแม่น้ำ

ตั้งแต่เริ่มทำงานมา ตามลักษณะงานที่มันเป็นการเขียนโปรแกรมสั้นๆอยู่แล้วซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการดัดแปลงโปรแกรมตัวอย่าง ทำให้ผมเขียนโค้ดน้อยลงอย่างมากเทียบกับสมัยเรียน (เลยต้องมาระบายอารมณ์ตามบลอกตามที่ท่านเห็น ฮะๆ)

ปัญหาที่ผมสังเกตเกี่ยวกับตัวเองคือ โปรแกรมจำนวนมากที่เคยเขียนในสมัยเรียนมันหายไปไหนหมดก็ไม่รู้! ตัวอย่างโปรเจคที่ “ละลายโค้ด” จำนวนมากลงไป เช่น

  • โค้ดสมัยเรียนค่ายโอลิมปิก
  • โปรแกรมรายรับรายจ่ายง่ายๆบน Windows Mobile และโปรแกรมอื่นๆที่เคยส่ง บ.สามารถ
  • โปรแกรม ChemLive! ที่ส่ง MS Imagine Cup
  • โปรเจควิชา Database + Software Engineering ที่คณะ
  • โปรเจคที่เคยส่งงาน RFID ของ NECTEC
  • โปรเจคย่อยๆมากมายในวิชาเรียนอื่นๆ เช่น Fund Dist, Computer Security, Operating System, Computer Graphics, Image Processing, ..

ถ้าถามถึงโปรเจคทั้งหมดที่ยกมา ผมแทบ “จำไม่ได้” เลยว่าทำอะไรไปบ้างและได้อะไรมาบ้าง งานที่ทำไปบางชิ้นเอาไปวางไว้ที่ไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน

มานั่งคิดๆดู มันก็มีหลายปัจจัยที่ทำให้งานที่เคยใช้เวลาทำมาไม่มีประโยชน์อะไรในตอนนี้ เช่น

  • ผมไม่มั่นใจในงาน งานบางอันที่ต้อง “รีบปั่นรีบส่ง” หลังงานเสร็จ ผมจะคิดในใจ (ดังๆ) ว่า “ของมันไม่ดีจริง” แล้วหลังจากนั้นถ้ามีโอกาสอะไรที่จะเอาไป “ต่อยอด” งานได้ ผมจะรู้สึกหวั่นๆ เหมือนกำลังโดนจับผิด หลายครั้งมีโอกาสดีๆเช่น บ.ข้างนอก อยากให้เอาโปรแกรม ChemLive! ไปทำต่อ ผมก็ (น่าจะ) เป็นคนเดียวในทีมที่ไม่สบายใจเอาซะมากๆ ผมไม่อยากแบกรับภาระจากการซ่อมบำรุงงานที่ผมไม่มั่นใจ งานบางชิ้นในลักษณะนี้ก็เลยหายไปจากสารบบโดยปริยาย –..-‘’ เป็นนิสัยเสียที่น่าจะโดนเพื่อนๆร่วมทีมว่าอยู่เยอะเหมือนกัน
  • งานไม่มั่นใจในผม หลายครั้งการเอางานที่เราคิดว่า “นี่ทำมาดีมากแล้วนะ” ไปส่งประกวด แล้ว Feedback จากกรรมการมันไม่เป็นไปอย่างที่คิด มันก็ทำให้เสียกำลังใจและพาลไม่อยากทำต่อได้ครับ ตัวอย่างที่เข้าเคสนี้คือโปรแกรม RFID ที่ค่อนข้างจะทุ่ม effort กันสูงมากทั้งทีม แต่มีปัญหาเรื่องการนำเสนอ (อ่านต่อที่ “การนำเสนอสำคัญกว่าโค้ด”)
  • ผมกำลังทำการบ้านส่ง ผมไม่ได้เขียนโค้ด อันนี้เป็นพวกโปรเจคในคณะ ที่ส่วนใหญ่จะมีเดดไลน์และ scope ชัดเจน มันต่างจาก “ปั่นส่ง” ในข้อแรกตรงที่ งานในลักษณะนี้ มันเป็น “ปั่นส่ง” จากเริ่ม คือก็ทำให้เสร็จๆไปงั้น แต่ในเคสแรกตอนแรกอาจจะทำด้วยความสนุก แต่ตอนหลังโดนบีบให้ปั่น พอส่งเสร็จก็ลืมไปเลยว่าเคยทำ เช่นพวก Database หรือ Software Engineering

จวบจนสองโปรเจคสุดท้ายก่อนเรียนจบ คือ Game Programming กับ Senior Project  ผมก็รู้สึกว่าได้สร้าง “คุณค่า” ไว้พอสมควร

อย่างแรกคือ Game Programming ผมไม่รู้สึกว่าโค้ดตัวเองที่เขียนร่วมกับเพื่อนๆอีก 2 คนมัน “เละ” ถ้ามีโอกาสให้กลับไปทำโปรเจค Ogre อีกรอบนี่จะเป็นที่แรกที่ผมกลับไปดู :) 

ส่วน Senior Project ถึงแม้ผลลัพธ์มันจะออกมาไม่ดีเท่าไหร่และได้ชมเชยใน NSC แต่ผมก็รู้สึกว่าได้ตั้งใจทำเต็มที่แล้ว และทุกอย่างที่ทำทุกวันนี้ก็เข้าถึงได้โดยง่ายเพราะเอาไปวางไว้บน Project Hosting หลายครั้งยังต้องเข้าไปดู Code C++ ที่ตัวเองเขียนอยู่เลย (เพราะบางทีจำไม่ได้ว่าเขียนยังไง – -‘’)

ผมมีแนวทาง (ที่ตอนนี้ใช้อยู่เอง) ในการเพิ่ม “คุณค่า” ให้โปรแกรมที่เขียนดังต่อไปนี้

    1. พยายามทำให้ Source Code ที่เขียนและงานที่ทำเข้าถึงง่ายที่สุด สมัยนี้มีเว็บประเภท Project Hosting ให้ใช้เยอะแยะ ทั้ง Git Hub, Google Code, Code Plex, Source Forge (แต่ก่อนประเทศไทยมี Code Bank ด้วย แต่ไม่รู้เจ๊งไปรึยัง)
    2. จดบันทึกสิ่งที่ทำอยู่ ไม่ต้องละเอียดมาก (แต่ก็อย่าแย่ถึงขั้น “โอ้ววว ไพธอนหล่อแสรดดด” –..-‘a) เอาแบบไว้อ่านคนเดียวก็ได้ จะ Tweet หรือจะ Blog ก็น่าจะเวิร์คเหมือนกัน อันนี้จะเหมือนการ Document ตลอดเวลา แล้วตอนหลังเวลาติดปัญหาเดียวกันจะได้กลับมาดูได้ นอกจากนั้นอาจจะได้วิธีการที่ดีกว่าเดิมจากเพื่อนๆที่มาอ่านอีก (แนะนำวิธีจด)
    3. วิ่งเข้าหาสิ่งใหม่ๆให้บ่อยๆ ในงานที่ทำเล่นๆหรือที่เดดไลน์มันไม่บีบคั้นมาก ลอง “เลือก” อะไรที่มันแตกต่างจากเดิม (และดูดีมีอนาคต :P) มาลองบ้างดีมั้ย?? สมัยนี้มีพวก Framework, Libraries, ภาษาใหม่ๆ ให้ลองใช้เยอะแยะ
    4. อย่าปั่นงาน ..ทำยากโคดว่ะ

ขอให้สนุกกับการเป็นนักเขียนโค้ด “เชิงคุณค่า”

รวบรวม Tag Lines ของ Life On VM

ปกติมันจะมีบรรทัดนึงไว้บรรยายรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบลอกครับ ผมก็เปลี่ยนมันไปเรื่อยๆตามอารมณ์ แต่ตอนนี้มันชักเริ่มเยอะ รวบรวมไว้หน่อย ต่อไปจะมาอัพเดทที่นี่ ตอนแรกอยากใช้หน้านี้เป็น Static Page เหมือนกันแต่รู้สึกจัดการยาก เอาเป็นโพสต์นี่แหละ

  • .NET, Java, Object Oriented Design (พักหลังๆมันชักจะหลายเรื่อง – -‘’)
  • Where Garbages are Collected (เอามาจาก Concept เรื่อง GC ที่ VB ไหนๆก็มี)
  • Think Big. Start small. (เป็น Concept เรื่องธุรกิจ เอามาจากซักที่ แต่รู้สึกมันคล้ายๆกับ Lazy Loading หรือ JIT)
  • Pointers are Prohibited (ที่นี่ไม่มี * และ & )(จริงๆแล้วมี ฮะๆ)
  • Focus on What is Important ทำอะไรที่สำคัญก่อน อะไรไม่สำคัญ เก็บไว้ (??)

อัพเกรดเป็น BlogEngine 1.5.0

ครั้งนี้แอบเสียวๆสันหลังเล็กน้อย เพราะตอนแรกในเว็บมันบอกว่าต้องแก้ชื่อฟิลด์ในไฟล์ธีมเป็นอีกแบบด้วย แต่จนแล้วจนรอดผมก็ไม่ได้แก้ และโปรแกรมก็ยังใช้งานได้ดีอยู่ หลัง backup เว็บทั้งเว็บไว้อย่างดีและทดสอบที่บ้านเรียบร้อยแล้วว่าเวิร์ค ก็อัพเกรด

ตอนนี้ทางทีมผู้พัฒนาเค้าก็เริ่ม “เงียบ” ไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะ “ร้าง” ไปเลยรึเปล่า ถ้าเลิกทำไปเลยผมก็แอบเสียใจนิดหน่อยนะ แต่ก็ไม่รู้สึกว่าจะเป็นปัญหาเท่าไหร่ ด้วยความที่โปรเจคมันเล็ก ตับไตไส้พุงก็พอจะเคยเห็น เคยทำ localize ภาษาไทยให้ ก็รู้สึกมีความเป็นเจ้าของร่วมด้วยส่วนหนึ่ง 🙂

ไปสอบ Network Security Contest

เพื่อนโอปอล กับเพื่อนยิ้งชวนไป ก็ได้ได้ไปแข่ง o__O'

ตามที่พี่เค้าแจ้งมาบอกว่าข้อสอบจะออกยึดแนวของ CISSP หรือ Certified Information Systems Security Professional ก็ลองไปหาข้อสอบ (braindumps) มาลองทำดูแล้วก็พบว่าทำแทบไม่ได้เลย T__T ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะมันเป็นข้อสอบระดับ "นโยบาย" ก็เลยออกแนวท่องๆ จำๆ มากไปหน่อย ซึ่งก็คิดว่าวันสอบจริงคงไม่เอาข้อสอบแบบนี้มาออกมั้ง

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ที่ผ่านมาก็เป็นเปิดเทอมวันแรก แต่ก็ไปแข่ง NW Security แทน ข้อสอบก็แบ่งออกเป็นสองส่วนครับ ส่วนแรกจะง่ายกว่าส่วนที่สอง เป็น Multiple Choices และหลายข้อก็ตอบได้มากกว่า 1 ตัวเลือก เล่นเอางงไปพักใหญ่ ก่อนที่จะไปสอบ NW Security ก็พยายามหาข้อมูลในบลอกไว้บ้างเหมือนกันครับ แต่ไม่เห็นจะมีใครเขียนเลย ก็ขอโปรยคีย์เวิร์ดเท่าที่จำได้ไว้ตรงนี้แล้วกันเผื่อใครจะไปสอบ ส่วนตัวข้อสอบจำแทบไม่ได้เลยน่ะ

  • พ.ร.บ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด มาตราต่างๆ  โทษที่ได้รับจากความผิดแบบต่างๆ
  • Threats, Vulnerability, Risk, Risk Managment, Risk Mitigation, TCO
  • Trojan, Virus, Spyware, Worm, Spam Mail, Phishing, Pharming, Botnet, Adaware, Spybot, Anti-virus, System Restore, Back door, Virus Naming
  • Network Architecture, Screened Subset, PKI, IDS, NIDS, NIPS, KDC, Symetric Key, Signature-based, Anomaly-based
  • Man-in-the-middle, Adhoc, MAC Address Spoofing, Network Sniffing, Social Engineering, Shoulder Surfing, Dump Diving, Data Diddling, DoS, DNS
  • VLAN, IPSec, SSL, TLS, SNMP, ICMP, Community String, DMZ, Firewall, 0-day

ข้อสอบมีทั้งหมด 186 ข้อ ใช้เวลาประมาณ 3 ชม. ครับ ตอนแรกดูเหมือนจะน้อย แต่จริงๆพอทำจริงแล้วรู้สึกว่าบางข้อแทบไม่มีความรู้อะไรจะไปตอบเลย  เวลาก็เลยพอ – -''

ขากลับก็เจอแท็กซี่โดยบังเอิญ (จริงๆ) แล้วก็์นั่งรถกลับมาได้อย่างปลอดภัยครับ

 

 

เปิดบลอกใหม่ (อีกรอบ)

ตอนนี้เขียนอยู่สองที่แล้วคือที่ …

  • Blogger อันนี้เน้นเรื่องแนวเทคนิคสุดๆ แต่เป็นภาษาอังกฤษทั้งแผงเลยนะ
  • MSN Space แนวชีวิต ไร้สาระ มีเรื่องเทคนิคเจือปนน้อยที่สุด

ส่วนที่นี่ที่จะเขียนต่อนี่ จะเขียนบทความเทคนิคแหละ แต่จะเป็นภาษาไทยล้วนๆ แล้วก็คงเน้นๆไปที่เรื่องแนวๆ OO แหละ อยากเรียนรู้ไปด้วยและเขียนไปด้วย เหมือนชื่อบลอกนั่นแหละ ตัว VM ย่อมาจาก Virtual Machine น่ะ

จะพยายามไม่ให้ล่มนะครับบบ Embarassed