Category Archives: Uncategorized

เข้าฝูง

iphone4

ส่วนตัวผมฝังใจมาตลอด ว่าถ้าจะซื้อมือถือเครื่องหน้าคงเป็น Android ชัวร์ๆ

ปรากฎว่ามีอะไรให้เปลี่ยนใจนิดหน่อย ตอนนี้ก็เลยไปถือ iPhone 4 ตามบางคนแทน ^ ^a ปลดระวาง Samsung i780 ไปแล้ว ซึ่งถึงตอนนี้ถ้าเทียบกับค่าตัวที่ซื้อมาก็ถือว่าใช้คุ้มแล้วล่ะครับ

เรื่องรีวิวทั่วๆไปคงไม่ต้องมีอะไรมากเนื่องจากคนใช้เต็มไปหมด เอาเป็นว่าจากมุมมองของผม:

ข้อดี

  • ตามแบบฉบับ iPhone ใช้ง่ายมาก ง่ายเกินไปด้วยซ้ำ ถ้าเทียบกับ Android แล้วคิดว่าง่ายกว่า ไม่ต้องลากบนลากล่างเพื่อเข้าถึง App หรือ Notification

  • เนื่องจากระบบมันค่อนข้างปิดมาก ไม่ยอมให้ app มา extend ระบบส่วนกลางได้ง่ายๆ (ยกเว้น app สำหรับเครื่อง jailbreak) อันนี้ต้องลองมองเทียบกับ Windows Mobile — โอกาสที่ผู้ใช้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่จะโหลด app มาลงเยอะๆ แล้วทำเครื่องพังแบบ WM เกิดขึ้นได้น้อย

  • FaceTime เจ๋ง ลองเล่นเทียบกับ Skype Video Call แล้วผมประทับใจ FaceTime มากกว่า กำลังจะได้ลองข้ามประเทศเร็วๆนี้

  • ราคาค่อนข้างตกช้า เทียบกับมือถืออื่นๆในตลาด สภาพคล่องสูงมาก

  • เรื่อง sensitivity ต่อการ touch พอๆกับ Windows Phone 7 และเหนื่อกว่า Android ค่อนข้างชัดเจน (ที่ทีมมีให้ลองทุกรุ่น เหอะๆ)

ข้อเสีย

  • เรื่อง push notification ยังดูไม่ค่อยเป็นระเบียบ ถ้าเทียบกับ android ที่ notifcation ทุกอย่างมารวมอยู่ที่เดียว

  • ถ้าไม่ jailbreak เครื่อง ก็ไม่มี app เถื่อนๆที่มันยุ่งกับระบบเยอะๆให้เล่น ผมคิดว่าคงยังไม่ jailbreak ไปซักพัก เพราะตอนนี้ก็โอเคดี

  • ถ้าอยากเขียนโปรแกรมลงไป ต้องใช้ Mac เท่านั้น อันนี้หนักอกที่สุด คนเป็น developer (ที่ใช้ PC) คงรู้สึกคล้ายๆกัน ตอนนี้เลย enjoy user-mode experience อย่างเดียว

  • app ซื้อง่ายเกินไป ตังค์ออกจากกระเป๋าครั้งละ 30 บาทได้ง่ายๆ (ตอนนี้จ่ายไปแล้ว 3 apps)

หลังๆจะเห็นข่าว Android เริ่มปิดระบบตัวเองมากขึ้น ซึ่งผมว่าเดินมาถูกทางแล้ว ไม่งั้นสุดท้ายถ้ายอมให้แก้โน่นแก้นี่ customize ได้เยอะๆก็จะซ้ำรอยความผิดพลาดของ Windows Mobile แต่ถ้าไม่ยอมให้ผู้ผลิต customize อะไรได้เลยก็จะเป็นการปิดโอกาสที่แต่ละรายจะสามารถสร้างข้อแตกต่างให้ผลิตภัณฑ์ของตัวเอง มันเลยควรจะเป็นอะไรกลางๆ

ส่วนตัวมองว่า Google พลาดที่ไปสร้างความคาดหวังว่า Android เป็นระบบเปิดให้ผู้ผลิตแก้ไขอะไรยังไงก็ได้ แต่ตอนนี้พอมีปัญหาเรื่องประสบการณ์ที่ผู้ใช้ที่ซื้อมือถือแปะป้าย “Android” ไป แต่ละคนมันต่างกันมาก เลยพยายามสร้าง policy มาจัดการเรื่องนี้มากขึ้น แฟนบอย Apple ก็เลยด่าเรื่องนี้กันสนุกปาก

ถ้ามองจริงๆพอคนใช้มือถือ “Android by Google” แล้วพบว่ามันห่วย คนที่โดน blame คงไม่ใช่แค่ LG, Samsung, HTC แต่รวมถึง Google ด้วย มันก็เลยต้องมีการควบคุมกันหน่อย

กรณีคล้ายๆกันที่ผมเคยเห็นคือเรื่องของ Firefox กล่าวคือ Mozilla ถือว่า Firefox เป็น trademark ของตัวเอง ดังนั้นถ้าจะเอา code ไป build แล้วเอาไป market ก็ได้ แต่ห้ามมีส่วนประกอบ Firefox ในชื่อเด็ดขาด (ยกเว้นจะเป็น official build ที่ Mozilla เห็นชอบด้วย) ถ้า Google จะเอาวิธีนี้มาใช้ก็น่าจะได้เหมือนกัน ก็แค่ใครจะ customize แบบที่เราไม่เห็นด้วย ก็ห้ามเอาชื่อ Android ไปโปะ แต่แนวทางตอนนี้ดู Google ใจดีกว่านี้นิดนึง (แค่ตัดสิทธิ์ไม่ให้เข้า early access program)

กว่าจะมีโอกาสซื้อเครื่องใหม่คงอีกอย่างต่ำๆสองปี ไว้เจอกันอีกรอบนะหุ่นยนต์เขียว! เขียนไปเขียนมาทำไมเป็นเรื่อง Android วะเนี่ย!!

PS. ว่าจะเขียนเรื่องทำงานครบสองปี คงไม่ได้เขียนวันนี้แล้ว ไว้ก่อนละกัน Smile with tongue out

บันทึกซีเนียร์โปรเจค #8 – พรีเซ็นต์งาน NSC รอบสุดท้าย

เมื่อวันที่ 6 – 8 กพ. 52 ได้ไปแสดงงานที่ Siam Paragon ครับ แสดงตรง Paragon Hall

ฟังเสียงลือเสียงเล่าอ้างเพื่อนๆที่เคยไปมาแต่ละคนล้วนแล้วแต่บอกว่าน่าเบื่อ แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ในความคิดของผม

มันน่าเบื่อระดับเทพเลยครับ -_-‘

ยิ่งถ้าไปคนเดียวด้วยนะ แทบไม่ได้ทำไรกันพอดี

ไปถึงวันแรกก็ตกใจมากกับ Booth ของเพื่อนๆครับ แต่ละคนตกแต่งอย่างดี โดยเฉพาะพวกนังเด็ก ม.ต้น ม.ปลาย นี่ ไม่รู้จะหรูเลิศอะไรนักหนา พยายามซะขนาดถ้าน้องเค้าทำเกมวิ่งควาย แล้ว Paragon ไม่ได้ห้ามนำสัตว์เข้านี่น้องเค้าคงเอาควายตัวเป็นๆเข้ามาให้ดูแล้ว! .. ล้อเล่นนะครับ เห็นงานน้องๆแล้วรู้สึกตั้งใจทำดี น่าชื่นชม 🙂

ส่วน Booth ของผมนั้น ก็สไตล์มาตรฐานวิศวกรครับ

แปะโปสเตอร์หนึ่งแผ่น และตั้งโน้ตบุค เป็นอันเสร็จสมบูรณ์

อันนี้หน้าม้าในรูปมี เฉา ยุ้ย (หันหลัง) และประธานปันปันครับ

ผมเองครับ Kiss

ระหว่างเฝ้า booth ก็ทำความรู้จักกับเพื่อนๆรอบๆไปด้วยครับ มีทั้งกลุ่มที่ทำเรื่องการนับจำนวนรถจากความแรงสัญญาณของเครือข่าย Zigbee แล้วก็กลุ่มที่ทำเกม Slime อะไรซักอย่างเอาทีวีจอยักษ์กับลำโพงเทพมาวาง (เค้าแจกพวงกุญแจให้ด้วย ดีใจ :D) แล้วก็กลุ่มของ นุ๊ก จากธรรมศาสตร์ ทำระบบถามตอบวิกิพีเดียภาษาไทย กลุ่มของ ตี้ จากเกษตร หมวดเดียวกัน ทำ Motion Tracking จากกล้องวงจรปิด กลุ่มพี่อานนท์ทำโครงงานเดิมคือกล้องสามมิติ (วัดแนวลึก) กลุ่มน้องที่ทำเกม Java Applet คล้ายๆบอมเบอร์แมน แล้วก็กลุ่มที่ทำระบบระบุตำแหน่งหุ่นยนต์จากค่า RSSI คล้ายๆกับพวกแจนแจ๋ แต่ของเค้าใช้วิธีเก็บข้อมูลจำนวนมากแล้วหา Euclidian Distance ต่ำสุด ส่วนของแจนแจ๋นี่ใช้ Neural Networks

ในงานก็เจอนัง… (post นี้เขียนไม่จบ)

RFID

กัดกินชีวิต (และคะแนนสอบ) เหลือเกิน ..

ขอ เฮ้ออออออ ดังๆๆ

ปล. ทัมป์ไดรฟ์เจอแล้ว

ทัมป์ไดรฟ์ กลับมาเถอะ

วันนี้กลับมาบ้าน หาทัมป์ไม่เจอ เส้า ไม่รู้จะตกหายไปตอนเดินรึเปล่า

ขอให้อยู่ในศูนย์คอมด้วยเถอะ T^T

ถ้าอยู่จะงดขนมไร้สาระอาทิตย์นึงเลยเอ้า

(เด๋วพรุ่งนี้มารายงานผล)

หมาอ้วน

ตั้งแต่ได้ยินข่าวเรื่องหมาอ้วนลาโลกไปแล้วก็คิดจะบลอกเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆแล้วครับ ยิ่งพอเห็นเพื่อนๆบลอกเรื่องนี้กันใหญ่ก็เลยคิดว่าได้เวลาซะที

หลายๆครั้งเวลาเรานึกถึงอะไรอย่างหนึ่งขึ้นมา เรามักจะนึกถึงของที่เกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นเสมอ เวลาผมนึกถึงเตรียมฯ ก็จะนึกถึงพระเกี้ยว ศาลาปิ่น จักรยาน กีฬาสี ชมรมคอม ทียูซีดี blah blah เวลานึกถึงวิศวฯ ก็จะนึกถึงเกียร์ รับน้อง แล้วก็หมาอ้วน

ผมรู้จักหมาอ้วนครั้งแรกตอนมาค่ายรับน้องของคณะวิศวฯ พี่ๆกองพันขาใหญ่แนะนำให้รู้จัก บอกว่าเปิดเทอมก็จะเห็นมันเข้ามาเรียนด้วยบ่อยๆ แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

หมาอ้วนเป็นหมาที่เชื่องครับ จุดที่ผมเจอบ่อยที่สุดก็คงจะเป็นใต้ตึก 3 จนถึงแถวๆบันไดขึ้นชั้นสองบนร้านถ่ายเอกสาร มันจะนอนเล่นกลิ้งเกลือกอยู่แถวนั้น เวลามีเพื่อนไปเกาหลังให้มันมันจะทำท่าสตาร์ทมอเตอไซค์ เห็นแล้วก็ขำดี

จะว่าไปผมเจอหมาอ้วนบ่อยกว่าเพื่อนบางคนที่คณะอีก 555+ ด้วยเหตุนี้ผมจึงมองว่าหมาอ้วนเป็น "สัญลักษณ์" อย่างหนึ่งของคณะวิศวฯ ไปโดยปริยาย และคิดว่าหลายๆคนคงมองเช่นนั้นเหมือนกัน

ตอนรุ่นน้องสุขุมเข้าวิศวฯ (90) ก็ได้ยินมาว่าสุขุมอาบน้ำให้หมาอ้วน แล้วพาหมาอ้วนไปหาสัตวแพทย์ ได้ยินแล้วก็แอบดีใจครับ เพราะว่าถึงแทบทุกคนในวิศวฯจะรู้จักหมาอ้วน แต่ก็มีน้อยคนจะไปเทคแคร์มันจริงๆ ได้ยินมาว่าก่อนอาบน้ำหมาอ้วนตัวเหม็นมาก แถมยังดื้อไม่ยอมให้อาบอีก

เร็วๆนี้เห็นหัวมันครอบลำโพงพลาสติก ตอนแรกก็คิดว่ามันไปกัดใครเข้ารึเปล่าเลยเอามาครอบ ปรากฎว่าเพิ่งรู้ตอนหลังว่าเค้าครอบไว้ไม่ให้มันเลียแผลที่หลัง ซึ่งมันเป็นแผลใหญ่เรื้อรัง

และแล้ว เมื่อวันสองวันที่ผ่านมา ก็ได้ข่าวจากเว็บบอร์ดรุ่นว่าหมาอ้วนตายแล้ว ก็ขอให้หมาอ้วนไปดีนะครับ จริงๆแล้วผมไม่มีความเชื่อเรื่องชาติหน้าโน้นนี้ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้หมาอ้วนได้มีโอกาสเข้ามานั่งเรียนบนโต๊ะเลคเชอร์แทนที่จะเรียนบนพื้นซักครั้งนึงครับ

ขอบคุณหมาอ้วนสำหรับเรื่องดีๆในคณะนี้ครับ

รูปนี้เป็นรูปสุดท้ายที่ผมถ่ายหมาอ้วน ตอนนั้นผมนั่งอยู่แถวหน้าสุดใน "ห้องประชุมใหญ่" วิศวฯ ซึ่งอาจารย์กำลังบรรยายวิชา Engineering Management อยู่ครับ ดูสิมันห้าวขนาดไหน

ปล. จริงๆแล้วชื่อหมาอ้วนค่อนข้างจะโหล มีหลายที่ที่เรียกหมาในชื่อนี้ แต่รู้มั้ยว่ากูเกิ้ลบอกว่า "หมาอ้วน" ของคณะนี้มาเป็นอันดับหนึ่ง 🙂

งงๆกับเอ็กซ์แมน

 
เอ็กซ์แมน (X-man) เป็นรายการเกมโชว์ของเกาหลีที่จับดาราดังๆของเกาหลีให้มาเล่นเกมแนวๆสันทนาการกัน แบ่งออกเป็นสองทีม แข่งกันถอดถุงเท้ามั่ง กระโดดขี่หลังกันมั่ง เล่นมวยทะเลกันมั่ง อ่านประโยคยาวๆให้ถูกกันมั่ง และด้วยการทำ Post-production (การตัดต่อแต่งเติมวิดิโอหลังถ่าย) ที่ดีมากของทีมงาน ทำให้คนดูเพลินกับการดูรายการนี้มาก และสามารถดึงความสนุกของเกมสันทนาการง่ายๆ (ที่ไม่ต้องใช้ทุนสร้างสูงเหมือนรายการฝั่งอเมริกาหลายรายการ) มาขายได้เป็นอย่างดี เคยได้ยินมาเหมือนกันว่ารายการนี้มีเรตติงสูงเป็นอันดับแรกๆในเกาหลี แต่ที่รู้แน่นอนคือในไทยคนดูเยอะมากเหมือนกัน ไม่ต้องดูไปไกลที่ไหน ที่บ้านที่อยู่ตอนนี้น้องสาวสองคน + แม่บ้าน ติดกันงอมแงมเลย ต้องดูแล้วนั่งหัวเราะเหมือนคนบ้าทุกเย็น – -”
 
ด้วยเหตุที่ที่บ้านดูกัน เราก็เลยได้ดูบ่อยๆ เรื่องที่จะเขียนคือ มีเกมนึงที่แข่งกันอ่านประโยคยาวๆให้ถูก โดยให้สมาชิกในทีมมาเรียงกันเป็นแถวหน้ากระดาน แล้วอ่านประโยคทีละคนจากซ้ายไปขวา ถ้ามีคนอ่านผิด ก็ต้องไปเริ่มอ่านจากหัวแถวใหม่ ทำไปเรื่อยๆจนกว่าจะอ่านถูกทุกคน
 
ประโยคยาวๆที่ว่ามันจะแนวๆ "ทหารแบกปืนเบิกปูนไปโบกตึก" หรือไม่ก็บทสวดบาลียาวๆที่จะอ่านรอบเดียวให้ถูกต้องทั้งหมดได้ยากน่ะ
 

การแก้ปัญหาคนอ่านผิด

 
ทีนี้ สิ่งที่เห็นคือ เวลามีคนอ่านผิดในทีม จะมีการปรับปรุงลำดับการยืน โดยการให้คนที่อ่านผิดไปยืนหลังสุด (คนสุดท้ายที่ต้องอ่าน) ก่อนที่จะเริ่มอ่านใหม่อีกรอบ ซึ่งเราเองในตอนแรกคิดว่า ควรจะเอาคนที่อ่านผิดไปเป็นคนอ่านคนแรกจะดีกว่า
 
ที่คิดแบบนี้เพราะว่า คนที่อ่านผิดนั้นมีโอกาสที่จะอ่านผิดอีกสูงกว่าคนที่อ่านไม่เคยผิด สมมติว่าทีมมี 5 คน ถ้าให้คนที่อ่านผิดอยู่หลัง แล้วถ้าเกิดเค้าอ่านผิดทุกครั้ง 4 คนแรกก็ต้องเหนื่อยฟรีและต้องอ่านใหม่ทุกรอบสิ สู้ให้คนอ่านผิดบ่อยๆอยู่หน้าแล้วพวกอ่านถูกไว้ด้านหลังไม่ดีกว่าเหรอ เวลาผิดจะได้ไม่เสียอะไรมาก
 
แต่พอไปเข้าส้วมแล้วมานั่งคิดดูอีกรอบ … การที่ให้คนอ่านผิดไปยืนหลังนั้น เป็นการซื้อเวลาระหว่างคนอื่นกำลังอ่าน ให้คนนั้นได้มีโอกาสซักซ้อมทบทวนแก้ไขให้ตัวเองอ่านได้ถูกต้องอีกรอบ (อาจจะโดยมีคนข้างๆคอยแนะนำ) ดังนั้นวิธีที่เค้าใช้กันอยู่ก็มีเหตุผลเหมือนกันนี่หว่า o__O’
 
แต่เรื่องของเรื่องคือคนบางคนอ่านผิดตลอดทุกครั้ง ปรับปรุงยังไงก็ไม่น่าจะแก้ได้ ซึ่งเราว่าคนแบบนี้เอาไปยืนหน้าแถวดีกว่า ส่วนคนอื่นก็ทำแบบเดิม
 
จบ.
 
รูปประกอบจากอินเทอร์เน็ต
 

ไปศิริราช

วันศุกร์สอบ DB ไป เป็นวิชาที่ได้เริ่มอ่านช้ามากเลย ด้วยเหตุผลหลายประการ แต่รุสึกว่าตอนอ่านก็ได้อ่านแบบ Focus จริงๆนะ
 
สอบเสร็จ เสร็จเรื่อง เส้าๆๆๆๆ ขอบคุณโตโต้กับต้นมาก ชวนไปกินข้าว ต้นชวนไปดูหนังต่อด้วย อย่างซึ้ง (ต้นภาคคอมนะเว่ยยย+)
 
ตอนเช้าจริงๆแล้วพวกน้องๆโอลิมปิกนัดไปถวายพระพรพระพี่นางฯ เนื่องจากเราไม่ได้ดูข่าวเลย เลยไม่รู้สาเหตุของการต้องไปถวายพระพร (ตอนแรกเข้าใจว่าพระองค์เสด็จมาศิริราชเฉยๆ)
 
ตอนเช้าที่ภาคคอมมีถ่ายรูปกัน ก็เลยตกลงกันแล้วโทรไปหาสุขุม ปรากฎว่าสุขุมเหมือนจะโกดๆเลยว่ะ ตอนแรกก็เข้าใจว่าสงสัยพวกน้องเค้ารออยู่ที่ศิริราช ตอนนี้ชักไม่แน่ใจ ไว้เด๋วโทรไปคุยอีกรอบ
 
มารู้เรื่องจริงๆอีกทีตอนบ่ายๆ โอ้ววว โคดรุสึกผิด o_O’ เรื่องจริงๆก็คือตอนนี้พระองค์ประชวรหนัก เรากับ รัน โอปอล ก็เลยนั่งแท็กซี่บึ่งไปศิริราช ทันที …. (อดไปดูหนังกับต้นและผองเพื่อนเลย ขอโทษนะ)
 
พระพี่นางทรงก่อตั้งมูลนิธิ สอวน. ขึ้นมา (มันเป็นค่ายแนวๆโอลิมปิกวิชาการนั่นแหละ แต่จะเข้มน้อยกว่า สสวท. หน่อย และสำหรับบางคนก็เป็นทางผ่านชั้นดี) พวกโอลิมปิก สสวท. ค่ายสองทุกคนก็จะได้รับพระราชทานประกาศนียบัตรจากพระองค์ด้วย
 
ไปถึงศิริราชก็เดืนมั่วๆอยู่พักใหญ่ เจอชาร์ปเพื่อนเก่าที่เตรียม 125 ด้วย ดูดีขึ้นเยอะเว่อร์เลย ออกแนวคุณหมอมาก ก่อนจะหาที่ลงชื่อเจอ ลงเสร็จก็ได้สมุดเล่มเล็กๆมาเล่มนึง แล้วก็ทัวร์ศิริราชเล็กน้อย ไปร้านกาแฟดอยตุงเพราะรันอยากกิน ระหว่างนี้ก็คุยกับแจนด้วย แจนไปญี่ปุ่นตั้ง 6 วันแน่ะ
 
เดินทางกลับจากศิริราชลำบากมาก หาแทกซี่แทบไม่ได้เลย (หาได้ แต่มันป็อดไม่ยอมไปส่ง) บอกว่ามาบุญครองนี่หนีกันหมดกันอ่ะ ผู้ชายเนิ้ดๆสองคน กับ ผู้หญิงรัน ก็เลยต้องหาทางกลับบ้าน … แน่นอนว่า … รันนำทาง ตอนหลังก็เลยได้ขึ้นตุ๊กๆไปลงสถานีรถไฟใกล้ๆ แล้วก็ได้แท็กซี่แถวนั้นมาคันนึง กลับไปถึง BTS ได้ รอดตาย – -‘ ถ้ารันไปสอนเปียโนไม่ทันนี่ มันอาจฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากแนกับโอปอลได้หลานแสนอยู่ (เว่อไป)
 
เพื่อนที่จะไปลงนามก็เดินทางง่ายมาก ไปโบกแท็กซี่ไปละกัน – -‘ ถ้าเดินทางจากหลังจุฬาก็ 120 – 140 ประมาณนั้น … กลับมาเร็วๆนะ … เย็นๆอาจจะรถติดได้

ใกล้สอบอีกแล้วสิ

จริงๆแล้วสอบมิดเทอมเทอมนี้มีสอบไม่กี่ตัวเอง ก็มีวิชา Fund Dist, Numerical Analysis, Object-oriented Analysis and Programming แล้วสัปดาห์ที่จะถึงนี้ก็มีสอบย่อยอีกสองตัวคือ Digital Image Processing กับ System Analysis  แล้วก็ส่งงาน Numerical Analysis, Proposal DB ส่วน SA ไม่แน่ใจว่าจะเก็บ Pros. รึเปล่า ส่วนวันที่ 15 ก็มีส่งรายงานความคืบหน้าของงาน RFID ที่ทำอยู่ จริงๆแล้วเราตั้งใจกับงานนี้มากมากมากมากเลยนะ ไม่อยากให้เป็นเหมือนโปรเจคที่แล้วๆมาที่ทำไปก็ทำไม่ได้เต็มกำลัง แต่บางทีสถานการณ์มันก็พาลทำให้ไม่ได้ทำอะไรแบบที่คิดไว้ (แก้ตัวไป)

ฝึกงาน

อาทิตย์ที่ผ่านมาที่ไม่ได้อัพก็เกิดเรื่องหลายๆ (ทั้ง + และ -) ถ้าให้พูดเรื่องดีๆก็เรื่องที่มีที่ฝึกงานแล้วนี่แหละ ได้ที่ IBM SD ทำงานตรงแถวสถานีรถไฟฟ้าอารีย์ คิดว่าคงไม่หาที่อื่นต่อแล้ว เหมือนยกภาระเรื่องใหญ่เรื่องนึงออกจากอกได้เลย

ขอพูดเรื่องที่ฝึกงานนิดนึง (เผื่อมีผู้ประกอบการมาอ่าน 555+) คือตัวเราเองอยากได้เป็นบริษัทที่ใหญ่หน่อย มีระบบระเบียบนิดนึงอ่ะ เช่นเรื่องเช็คเวลาเข้าทำงานอะไรแบบนี้ เราจะได้ฝึกวินัยตัวเองบ้าง (หลังจากโดนมหาลัยทำให้หย่อนยาน) แล้วก็มีนโยบายในการรับนิสิต/นักศึกษาฝึกงานที่ชัดเจน ไม่ใช่ว่าอยากรับเมื่อไหร่ก็รับ รับไปแล้วก็ไม่สนใจจ่ายงานให้ทำไม่ดูแล/ให้ไปแบกคอมลงวินโดวส์แก้ไวรัส (คือจริงๆมันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอกนะ – -‘ พูดไปเรื่อย) รู้สึกว่าการไปทำในที่แบบนี้จะได้บรรยากาศทำงานจริงๆอ่ะ แต่ก็ไม่ต้องไปเป็นแรงงานราคาถูก/ตัวถ่วงให้กับบริษัทที่เราไปทำด้วย

ส่วนเพื่อนคนอื่นที่คุยๆมา บางคนก็อยากได้อะไรที่มันไม่ค่อยเกี่ยวกับคอม แต่ได้สังคมกับเพื่อนต่างคณะเยอะๆบ้างล่ะ เช่นพวก Esso Challenge, SCG อะไรแบบนี้ บางคนก็อยากไปบริษัทเล็กๆที่ถ้ารับมันไปแล้วจะได้แตะงานจริงๆ ได้ทำงานให้กับเค้าจริงๆ บางคนก็อยากได้ทำงานกับบริษัทในฝันของตัวเอง เช่น Apple, Microsoft อะไรพวกนั้น บางคนก็เอาง่ายๆสบายๆใกล้ชมรมโรบอตไว้ก่อน เลิกงานจะได้กลับมาทำหุ่น (เอ๊ะ!) บางคนก็ขอแบบลงชื่อแล้วได้เลย ไม่ต้องสอบไม่ต้องสัมภาษณ์ บางคนอยากไปฝึกที่เดียวกับกลุ่มเพื่อน/แฟน บางคนมีญาติมีธุรกิจก็ไปทำบริษัทญาติ blah blah

การบ้านวิชา Numerical Analysis

วิชาสายนี้เราจะจัดกลุ่มไว้พวกเดียวกับ Calculus, EE-Math, คือเราจะตราหน้ามันว่าเป็นคณิตศาสตร์ที่น่าเบื่อ และไม่ได้เรียนกันด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง และเราก็จะอคติไปโดยปริยาย

แต่อาจารย์ที่สอนวิชานี้ฉลาดมากที่ให้การบ้านที่เป็นงานเขียนโปรแกรมมาบ้าง พอเป็นการบ้านเขียนโปรแกรมปุ๊บเราก็จะไม่อยากลอกเพื่อนเท่าไหร่ (ถ้าเป็นงานกระดาษนี่ไม่เหลือ) ก็เลยต้องอ่าน … เพื่อ .. เขียนเอง! ก็เลยได้อ่านบ้างนิดหน่อยคับ เฉพาะที่เป็นการบ้านนะ ถ้าเป็นวิชาอื่นจะดองไว้ช่วงใกล้สอบ

หมดเรื่องพูดแระ สองสัปดาห์ที่เหลือนี้จะตั้งใจสอบและทำงานให้เต็มที่ละกัน
บะบาย


(เค้าดาวน์ก่อนสอบมิดเทอม ณ เวลาที่อัพ)

ไม่มีใครอยากเป็นที่สอง

 

เมื่อเร็วๆนีจุฬาจัด Job Fair สมัครไปหลายบริษัทเหมือนกัน ทรู, ไมโครซอฟต์, เอมเวิร์ค, แอคเซนเจอร์, เอ็มเฟค, ทีม

พี่ที่บริษัทหนึ่งในข้างบนโทรมาแกมๆสัมภาษณ์ แล้วจะเรียกไปทดสอบอีกรอบ ให้เราเลือกวันเอง ยังไม่ได้โทรกลับไป จริงๆแล้วอยากรอดูผล IBM ที่จะประกาศเร็วๆนี้ก่อนน่ะ ไม่กล้าพูดกับพี่เค้าตรงๆกลัวจะโดนหาว่าเลือกมาก อะไรทำนองนี้

จริงๆแล้วไม่นานมานี้ก็มีเพื่อนตอบเมล์กลับที่ฝึกงานไปทำนองว่าจะขอรอดูที่อื่นก่อนเหมือนกัน แล้วได้เมล์ตอบกลับมาอารมณ์แบบไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ เราก็เลยไม่กล้าทำด้วย o__O ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วพวกที่ฝึกงานเค้าคิดไง

จบเรื่องฝึกงานแค่นั้น เอารูปเมื่อวันเสาร์มาฝาก ดูรูปเล็กๆแหละดีแล้ว รูปใหญ่ๆมันไม่สวย 555+

ไปลอกการบ้านนิวเมอร์ล่ะ

  

สอบสัมภาษณ์ที่แมสซีฟซอฟแวร์

วันนี้ไปสอบสัมภาษณ์ฝึกงานที่แมสซีฟมา บริษัทเค้าทำเกี่ยวกับพวก 3D Animation ในฉากที่มีตัวละครเยอะๆ (อาจจะ 1000+) อ่ะนะ ถ้าจะให้ผู้สร้าง Animation มานั่งเทียนกำหนดพฤติกรรมให้โมเดลแต่ละตัวเองด้วยมือคงลำบากน่าดู ซอฟแวร์เค้าก็แก้ปัญหาตรงนี้แหละ มันถูกใช้ในหนังหลายเรื่องที่ผ่านตากันมา เช่น 300, I-Robot, … อีกมากมาย (แต่เราไม่ค่อยดูหนังเลยจำไมได้ ถ้าสนใจไปดูได้ที่ http://www.massivesoftware.com/showcase/film/)
 
เห็นงานเค้ายิ่งใหญ่ขนาดนี้ แต่ขนาดบริษัทเค้าเล็กมากๆเลยนะ ประมาณว่าทำกันอยู่ 5 คนหลักๆมั้ง ที่ทำงานอยู่ตรงสถานีช่องนนทรีแน่ะ เลย Sup’k ไปหน่อยนึง เป็นอพาร์ตเม็นต์สำนักงานขนาดไม่ใหญ่มากห้องเดียวเอง พี่ๆก็เป็นกันเองดี 
 
ตอนแรกนึกว่าจะเริ่มสอบสัมภาษณ์เลย ปรากฎว่ามีโจทย์ Programming ให้ทำก่อนด้วย เป็นภาษา C เน้นๆ (pointer ไรเทือกๆนั้น) ถ้าเขียน C มาก่อนก็คงสนุกดี แต่ที่คณะสอน Java เป็นหลัก แล้วมันดันมีสอบเรื่องพวก pointer ด้วย ก็เลยมีเพื่อนๆบ่นๆบ้าง แล้วก็มีโจทย์แนวๆ Optimization นิดหน่อย ให้เขียนตอบเป็น Eng ทั้งหมด เพราะคุณ Stephen จะเป็นคนอ่านตอนสัมภาษณ์เรา คุณ Stephen นี่เค้าเป็นคนก่อตั้ง Massive เลยนะ (ขนาดนั้น)
 
การเข้าสอบสัมภาษณ์ก็ไม่มีอะไรมาก รู้สึกดีที่ฟังเค้าพูดออก(เค้าพยายามพูดให้ฟังออกด้วยแหละ) ส่วนใหญ่ก็ไล่ตาม Questionaire ที่ให้กรอกนั่นแหละ
 
สอบเสร็จก็กลับมาคณะมาเรียน Database ต่อ
 
จบไปอีกวัน 🙂 ประกาศผลตั้งปลาย ธ.ค. แน่ะ