Author Archives: admin

Elance ตลาดงานฟรีแลนซ์

Elance

ประมาณสองเดือนช่วงก่อนย้ายงาน ชีวิตสับสนมากฮะ .. ทำอะไรหลายอย่างไปหมด ตั้งแต่ไปรับงานจากเพื่อนรันทำเว็บ เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน แล้วยังมี Elance อีกอันที่หลงเข้าไป~! จะเล่าให้ฟังบลอกนี้ล่ะ

เรื่องมันเริ่มจากผมไปอ่านหนังสือเรื่อง Start Small, Stay Small: A Developer’s Guide to Launching a Startup แนวคิดของหนังสือมันไม่ใช่ Startup ที่อยากจะพลิกโลกหรือเปลี่ยนวิธีทำงานของคนในอุตสาหกรรมจากหลังฝ่าเท้าเป็นหน้ามืออะไรแบบนั้น แต่มันเป็นเรื่องของการหาตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche) แล้วทำ product ออกมาตอบโจทย์คนกลุ่มเล็กๆกลุ่มนั้นให้ได้ดีๆมากกว่า ไม่ต้องไปทำโปรดักส์ที่ target ทุกคน (ซึ่งโอกาสล้มเหลวสูง)

หนังสือสอนเรื่องของการจัดการเวลาไว้อย่างนึง คือให้ตั้งเป้าหมายว่าชั่วโมงนึงของเรามีค่าเท่าไหร่ อาจจะเริ่มจากน้อยๆแล้วค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากทำไปซักพักจะพบว่ามีงานหลายงานที่เราไม่ต้องทำเองก็ได้ ไปจ้างคนอื่นทำถูกกว่าค่าจ้างรายชั่วโมงของตัวเอง ก็ให้พยายาม outsource ออกไปให้ได้มากที่สุด หนังสือบอกว่า มีเว็บรับทำงานถูกๆพวกนี้มากมาย เช่น Elance ที่มีแรงงานถูกๆราคาชั่วโมงละ $6 – $20 …

Screen Shot 2555-12-30 at 7.55.14 PM

ผมก็คิดในใจ .. นี่มัน “ถูก” จริงรึเปล่าวะ คิดเลขเล่นๆว่าทำวันละ 8 x $15 = $120 มันก็ not bad นะ … มากกว่าเงินเดือนหลายคนด้วยซ้ำ

“อืมม .. ลองไปเป็นแรงงานราคาถูกดีกว่า” ผมเลยหลงเข้าไปใน Elance แบบงงๆ o__O” …

สมัครไปปุ๊บจะต้องมีการยืนยันหลักฐานอะไรกันนิดหน่อย (ผมใช้ใบขับขี่) วิธีรับเงินคือผ่าน Paypal (เหมือนจะมีวิธีอื่นด้วยแต่จำไม่ได้) หลังจากนั้นเราก็จะเข้าไป “ประมูลงาน” ได้

งานใน Elance มีหลากหลายมาก แน่นอนว่าผมสนใจงาน Software Dev แต่อื่นๆก็มีเช่น

  • งานแปลเอกสาร (ไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น …)
  • งาน Graphics ออกแบบโลโก ออกแบบเว็บ

ส่วนงาน Software Dev หลายๆอย่างนี่ เข้าขั้น “Sexy” เลยทีเดียว หลายอย่างก็เข้าขั้นน่าเบื่อหรือผิดศีลธรรม ยกตัวอย่างที่เคยเห็น

  • เขียน OpenCV เอาภาพจากกล้องสองตัวมาต่อกันเนียนๆ
  • เขียนโปรแกรมส่ง E-mail หาลูกค้าเยอะๆ คอนฟิก POP3 SMTP ที่จะใช้ได้
  • ไดรเวอร์เสมือนรันบน OS X ให้เป็นเหมือน Speaker เทียม เสียงวิ่งผ่าน network ไปอีกที่นึง
  • โปรแกรมต่อไฟล์เสียง Wav สองไฟล์
  • หาคนเขียน Visual Basic 6 / ColdFusion / Cobol มาแก้โค้ดให้หน่อยจ้าา
  • ต้องการเทพ Ruby มาปั่นเว็บ เป็น contract 6 เดือน

ผมลองประมูลไปทั้งหมดสองงาน (ประมูลก็ต้องใช้ point ใน Elance ด้วย ทำให้เราประมูลหลายๆงานไม่ได้) แต่บอกเลยว่าคู่แข่งเยอะมากๆ ราคาก็ติดดิน

ทีนี้จะทำยังไงให้หน้าใหม่แบบผมได้งาน? ผมเอาเวลาตัวเองเข้าแลก ทำงานที่ยังประมูลไม่ได้ไปส่วนหนึ่งก่อน แล้วเอาไปเขียน proposal ไปแบบอ่านแล้วรู้เลยว่าเราทำได้แน่ๆส่งเข้าไป (มีโค้ดตัวอย่างด้วย!) ส่งไปสองคนก็ได้ผลทั้งสองคน แต่ก็โดนบี้ราคากลับมา (เวลาประมูลจะบอก rate ต่อชั่วโมงของเราไปและเวลาที่จะใช้ เช่น $15 x 4 ชม ฝั่งโน้นก็จะถามว่า 2 ชม ได้มั้ย – -“)

งานสองงานที่ผมรับมาเป็นงานที่อ่านแวบแรกแล้วรู้สึกมันง่ายฮะ แต่ทำไปทำมา มีงานนึงที่ทำแล้วคุ้มมาก อีกงานไม่ค่อยคุ้ม สรุปให้ฟังสั้นๆ

  • งานแรก อ่านตอนแรกไม่คิดว่ายากอะไร แค่เอา C++/CLI มาหุ้ม C++ library ที่มีอยู่แล้ว ปรากฎว่าลูกค้ามาทำให้ complicate ตรงที่จะให้เรา integrate เข้ากับ UI ของเค้าที่มีอยู่ก่อนแล้วด้วย … ซึ่งเขียนไว้ กาก มาก แถมยังมาบีบคั้นกับเราเรื่องอยากให้ performance ดีๆ สุดท้ายผมต้องเขียนอะไรคล้ายๆ Thread Pool เพิ่มไปให้อีก งานนี้ใช้เวลามากกว่าที่ตกลงไว้ โคดไม่คุ้ม
  • งานที่สอง ให้เขียนโปรแกรมต่อ Wave สองอันใน C# แล้วบอกว่าคนประมูลต้องเข้าใจ format AIFF และ Wav บลาบลานะ ไม่งั้นไม่ต้องส่งมา ผมเสนอไปว่าให้ใช้ open source lib ตัวนี้ดูมั้ย ฮีก็โอเค (?) เขียนเสร็จแบบง่ายดาย แต่ตอนหลังเค้าอยากได้ feature normalize เสียงระหว่างสองไฟล์ด้วย เสียเวลากับตรงนั้นไปเยอะเพราะต้องขุด library แต่รู้สึกว่างานนี้คุ้ม

รวมสองงานที่ทำไปแล้วได้เงินเทียบกับเวลามาน้อยมากกกกกกกก T__T แต่เป็นประสบการณ์แปลกๆดี แล้วลูกค้าทั้งสองก็ดูจะพอใจ ให้เรตติ้งเกือบ 5 ดาว แล้วจะเสนองานให้ทำต่ออีก (คงติดใจราคาที่กดได้สินะ หึหึ) แต่ผมบอกไปทั้งคู่ว่าไม่เอาละ เดือนหน้าเปลี่ยนงาน ยุ่ง ไว้โอกาสหน้า 🙂

ใครสนใจก็ลองไปสมัครๆอ่าน job ดู เผลอๆอาจจะได้ไอเดีย แต่ถ้าจะอยู่รอดที่นี่ได้คงต้องรับงานใหญ่ๆหน่อย แล้วก็ต้องต่อสู้เรื่องโขกราคากับลูกค้าเก่งพอควร เว็บแนวนี้อีกอันที่ดังๆคือ ODesk.com แต่ยังไม่เคยเข้าไปใช้

 

สอบ TOEFL iBT

บลอกย้อนหลังไปหลายเดือนอยู่ -..-‘ สอบตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน

ความตั้งใจตอนแรกตั้งแต่ต้นปี 2012 นี้คือจะเตรียมตัวเรื่องไปเรียนต่อโทให้ได้ อุปสรรคหลักๆมีอยู่สามอย่าง

  1. คะแนน TOEFL
  2. คะแนน GRE (หรือ GMAT ในกรณีที่ไปเรียน Management)
  3. จดหมายแนะนำ (ขอเมเนเจอร์กับอาจารย์ที่คณะ)

เอาจริงๆผมหาตัวเองไม่เจอว่าอยากจะไปเรียนต่ออะไร? และที่ยากกว่านั้นคือเรียนต่อจบมาแล้วจะให้ทำอะไร?

ถ้ามองว่าการเรียนต่อเป็นการลงทุนแบบนึงมันควรจะเปิดประตูการทำงานหรือโอกาสอะไรบางอย่างเพิ่มให้เรา แต่เท่าที่เห็นและหาข้อมูลมามันก็ไม่ได้เปิดโอกาสเพิ่มอะไรขนาดนั้น (สำหรับสาย Computer Science หรือ IT) ผมอยากไปเรียนในแง่ที่อยากไปหาประสบการณ์ชีวิตมากกว่า แบบว่าอยากลองใช้ชีวิตนักเรียนนอกทำงานกับเพื่อนต่างชาติดูว่าเป็นยังไง (ถ้า adcom มาอ่านบลอกนี้คงโดนกาหัวใบสมัครทิ้ง @_@)

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะไปเรียนสายอะไรก็ต้องสอบ TOEFL เป็นด่านแรก ปัจจุบันเป็นระบบ iBT มีด่านสำคัญสี่ด่าน

  • Reading
  • Listening
  • Speaking
  • Writing

Writing

อย่างแรกที่ผมเตรียมตัวคือ Writing ซึ่งเตรียมไว้เนิ่นๆมากตั้งแต่ปลายปี 54 (ห่างจากเวลาสอบเยอะพอควร) สำหรับการเขียน Essay ใน part นี้เป็นอะไรที่เตรียมตัวด้วยตัวเองยากมาก เพราะต้องหาคนรีวิวงานเขียนของเราให้ และชี้ว่าตรงไหนถูกผิด อีกทั้งในการสอบจริงเวลามันก็มีจำกัด ดังนั้นต้องฝึกเขียนให้คล่อง

ระหว่างหาข้อมูลผมไปเจอกับ ACM Writing โดยพี่ Joe เข้า รู้สึกถูกฉโลก >_< คือผมเป็นคนไม่ชอบไปเดินทางไปเข้า class เป็นเวลาๆ (เพราะชีวิตเอาแน่เอานอนไม่ได้) อีกอย่างเราก็อยากได้แค่คนรีวิวงาน ไม่ได้อยากได้คนมาสอนแกรมมาร์หรืออะไรทำนองนั้น การเรียนผ่านอีเมล์กับพี่ Joe ก็เลยเหมาะ จบคอร์สมาก็ได้ความมั่นใจเพิ่มขึ้นพอสมควร และก็มีคนชี้จุดที่เราทำผิดบ่อยๆให้ อย่างไรก็ตามผมรู้สึกว่าถ้าจะเรียนกับพี่ Joe ให้ได้ประโยชน์เต็มที่ผู้เรียนก็ต้องพร้อมระดับนึง ถ้าไปแบบเป็น 0 คงไม่ได้อะไร ไปหาคอร์สนั่งเรียนจะดีกว่า

Reading & Listening

อันนี้เป็นส่วนที่ฝึกเองได้ง่ายมาก แค่เอาข้อสอบมาทำ แล้วก็ฝึกทำในโปรแกรม simulation (มักจะแถมมากับหนังสือ)​ ผมใช้หนังสือสองเล่ม

  • Cracking the TOEFL iBT (Princeton Review) เล่มนี้ตรงประเด็น กระชับ ภาษาอ่านง่ายเหมือนเพื่อนเล่าให้ฟัง (ดีป่าวหว่า)​ สอนเทคนิค ผมรู้สึกได้อะไรจากเล่มนี้เยอะสำหรับอะไรที่เป็นเรื่องเทคนิคทำข้อสอบ เค้าแถม audio CD มาให้ข้างในมี MP3 ไม่มีซอฟแวร์
  • Cambridge Preparation for the TOEFL Test เล่มนี้จะมีพาร์ทที่เป็นการปูพื้นฐานเยอะ สอนแกรมมาร์ แต่ผมรู้สึกว่ามันน้ำท่วมทุ่งมากๆ ที่เด็ดคือซอฟแวร์ simulation ซึ่ง interface เหมือนกับที่ใช้สอบจริงมาก ขอบ่นนิดหน่อยว่า CD มันก็อปปี้ยาก ทำ image ออกมาแล้วใช้ไม่ได้ซะงั้น – -‘

สำหรับสองพาร์ทนี้เน้นฝึก ฝึก ฝึก และฝึก อย่างเดียวครับ ทำให้เยอะๆเข้าไว้

Speaking

พาร์ทนี้ล่ะที่เป็นผู้ร้ายตัวจริง! เป็นพาร์ทที่คนมีปัญหาด้วยมากที่สุด และควรให้เวลาฝึกเยอะหน่อย

นอกจากคำแนะนำในหนังสือสองเล่มข้างบนแล้ว ผมแนะนำวิดีโอของ Joseph Miranda (Notefull.com) ผมได้ประโยชน์จากวิดีโอของเฮียแกมากๆ ซึ่งคำถามใน TOEFL iBT Speaking มันมีแพทเทิร์นที่เกือบจะชัดเจนของทั้ง 6 คำถาม

อันที่แปะไว้ข้างล่างนี้เป็น strategy ของ Question 1 ให้ลองไล่ดูไปเรื่อยๆจนถึง Question 6 แล้วพยายามสรุป template วิธีพูดของตัวเองสำหรับทั้ง 6 คำถามให้ชัดเจน แล้วไปฝึกจับเวลาทำของจริง (หมายถึง simulation) ที่มันจะทำให้เราแตกตื่นคือเรื่องการจับเวลานี่ล่ะ รุ่นใหญ่ใจต้องนิ่งนิดนึง = =’

ผมชอบวิดีโอของ Joseph มากๆ มากจนตามไปซื้อคอร์ส Speaking ในเว็บของเฮียมาในราคาประมาณ $10 (ถือเป็นการ tip) เพราะรู้สึกว่าได้ประโยชน์มากจริงๆ

คำถามที่ 1 กับ 2 มักจะเป็นคำถามปลายเปิด (เช่น เล่าเรื่องทักษะใหม่ที่เพิ่งเรียนรู้มาเมื่อปิดเทอมก่อน หรืออาจารย์ในอุดมคติเป็นยังไง??) สิ่งหนึ่งที่ควรเข้าใจคือ ไม่ต้องตอบให้ตรงความเป็นจริงก็ได้ ให้แต่งเรื่อง on the fly ไปเลย อะไรที่ทำให้เราสามารถพูดเหตุผลที่ make sense และทันเวลาให้พูดไปเลย จะสมมติว่าตัวเองเป็นนักเรียนหรือช่างซ่อมรถก็ได้

ผมฝึกพูดอยู่ที่บ้านคนเดียว เอาไอโฟนอัดเสียงตัวเองแล้วมาฟังอยู่ประมาณสองอาทิตย์ก่อนสอบ = =’

วันสอบ

ผมเลือกไปสอบที่ American Way English School ตามคำแนะนำของบลอกน้องแก้ว (พยายาม scheule ให้ได้ศูนย์นี้มากๆ) ไม่เคยไปสอบสนามอื่นเลยก็ไม่รู้จะแนะนำยังไง แต่ก็รู้สึกว่าที่ AWE อุปกรณ์ก็โอเค ถ้าจะมีเรื่องบ่นคงมีเรื่องเดียวคือตอนสอบ Speaking เสียงคนอื่นพูดดังเต็มห้องไปหมดเพราะนั่งใกล้กัน เราต้องจดจ่อกับการสอบของเราให้ดีแล้วไม่ต้องไปสนใจคนอื่น ซึ่งผมคิดว่าทำได้ไม่ยากนัก

ผลสอบ

คะแนนมาประมาณ 2 อาทิตย์หลังสอบ ปรากฎว่า ..

Test Test Date Reading Listening Speaking Writing Total
TELXML Sat Jun 30 09:37:24 EDT 2012 30 29 23 25 107

ได้คะแนนรวมออกมา 107 โดยที่ Reading กับ Listening เกือบเต็ม~ ส่วนอีกสองอันเกิน 20 ก็ดีใจแล้ว T_T ผมดีใจกับคะแนนมากๆ เอาจริงๆคือมันแอบฟลุ๊คที่ Reading กับ Listening กดไปซะเยอะ  สำหรับเพื่อนๆวิศวคอมกลุ่มที่สนิทกันการได้ TOEFL iBT เกิน 100 จาก 120 นี่ถือเป็น gold standard แล้ว (บางคนก็ aim สูงกว่านี้ ขึ้นกับคณะและมหาลัยในฝัน) ดังนั้นถ้าจะไปเรียนต่อคงทำก่อนที่คะแนนอันนี้จะหมดอายุ เพราะถ้าสอบใหม่คิดว่าคงไม่ได้เกิน 100 (ฮาา)

จึงจดประสบการณ์สอบไว้ที่นี่กันลืม~ .. ส่วนเป้าหมายต่อไปคือ GRE มีอันต้องยกเลิกไปกลางคันเพราะเปลี่ยนงานใหม่กระทันหัน ไม่มีเวลาเตรียมตัวและความอยากสอบเหลือเลย จนต้องยกเลิกที่สมัครไว้เลย >_<

ทำงาน 3 ปี 7 เดือนแรก ออกจากที่ทำงานที่แรก

เหลือเชื่อว่าไม่ได้เขียนบลอกทิ้งไว้ตอนครบ 2 ปี หรือ 3 ปี >_< ก็ว่าทำไมหาไม่เจอ (แต่เขียนไว้ตอน เดือนแรก5 เดือนแรก และ 1 ปีแรกนะ)

หลังจากทำงานผ่านปีแรกมา หลายอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง ความเป็นเด็กใหม่ในทีมเริ่มลดลงไป ค่อนข้างเข้าใจ product ตัวที่ซัพพอร์ตอยู่และขยายกิจการไปตัวอื่นๆในทีม ได้พัฒนาทักษะเรื่อง debugging เยอะมาก (ซึ่งผมเชื่อว่าหาเรียนรู้ยากในงาน dev ทั่วไปนะ ส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครอยากเสียเวลา debug อะไรยากๆมากมาย – -”)

เรื่องนึงที่ภูมิใจและมักจะเป็นเรื่องที่เลือกใช้เวลาต้องเล่าหรือต้องเขียน “ความสำเร็จ” อะไรซักอย่างจากการทำงาน คือเรื่องโปรแกรมตัวนึงที่เขียนไว้ browse log file (format เฉพาะของบริษัท)  ตัวโปรแกรมไม่ได้เขียนยาก แต่ผมรู้สึกว่าทำไปแล้วมันค่อนข้างมี impact กับทีม มันทำให้งานวิเคราะห์ log ที่ต้องทำเกือบทุกวันง่ายขึ้นมาก ได้รับเสียงตอบรับดี

แล้วตลอดสองสามปีที่ผ่านมา ผมจะรู้สึก “ฟิน” ลึกๆ เวลา(เผอิญ)กราดหน้าจอคนอื่นแล้วเผอิญเห็นเค้ารันไอ่แอปตัวนี้อยู่ >_< (คนเขียนโปรแกรมคงเข้าใจ) … format ของ log file ที่ว่าคงจะหายไปในไม่ช้า แต่โปรแกรมมันก็ถูกใช้งานอย่างคุ้มค่าแล้วอ่ะนะ

ปีนั้นทีมให้รางวัลเป็นแท่งอะคริลิค (IMS Support STAR) .. ชีวิตนี้โดยเฉพาะตอนสมัยเรียน  ได้แท่งอะคริลิคมาหลายอันอยู่ แต่อันนี้เป็นอันนึงที่ดีใจมากๆที่ได้ ถึงจะมาจากคนกลุ่มเล็กๆ T__T ตอนนี้เอากลับมาบูชาที่บ้านแล้ว

(หลังๆเค้าเลิกให้อะคริลิค ให้เป็นเช็คของขวัญแทนซะละ – -‘ ลืมบอกทีมก่อนออกว่าชอบอะคริลิคมากกว่า)

หลังผ่านมาสองปี (โดยประมาณ) มีการเปลี่ยนแปลงอันนึงที่สำคัญ คือย้ายทีมย่อยภายใน (เอาจริงๆทีมใหม่ก็เจอหน้ากันทุกวันอยู่แล้วอ่ะนะ ^^’) เรื่องหลักๆที่เกิดขึ้นคือเปลี่ยน product (เรียนรู้ใหม่) เปลี่ยน GL (พี่หวานจะเป็นยังไงน้าา .. หือๆ) เอาจริงๆไม่มีใครมาบีบคอให้เปลี่ยน ส่วนหนึ่งก็ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง (ไม่อยากออกจาก comfort zone) อีกส่วนหนึ่งก็รู้สึกว่าอยากลองทำอะไรใหม่ๆ

สุดท้ายลองเปลี่ยนดู .. และก็ค้นพบว่าตัวเองยังอยู่ดี ปกติ มีความสุข ได้คุยกับพี่หลายคนที่ก่อนย้ายทีมไม่ค่อยได้คุยเยอะขึ้น 🙂 รู้สึกได้ว่าทักษะเรื่อง debug เพิ่มขึ้นอีกมากมาย ทักษะเรื่องการหลอกล่อต่อสู้ลูกค้าประเภทต่างๆ ณ จุดนี้มีความมั่นใจว่าตัวเองโอเคแล้ว เขียนเมล์ด่าคนนี่พริ้วมาก~

ระหว่างทาง ก็มีเพือนใหม่ๆมาร่วมทีม แล้วก็เพื่อนเก่าออกจากทีมไป หลายๆครั้งเวลามีคนออกจากทีมผมรู้สึกได้รับ emotional impact เยอะอยู่ บางคนเห็นหน้ากันคุยกันทุกวันมาปีสองปีสามปีอยู่ๆหายไปเลยก็อดรู้สึกส้วมซึมเล็กๆไม่ได้ 🙁 แต่ละคนก็มีเหตุผลส่วนตัวของตัวเองในการเปลี่ยนงาน บางทีก็เข้าใจ บางทีก็ไม่เข้าใจ ฮ่าๆ

เรื่องที่รู้สึกได้จากที่นี่มากคงเป็นเรื่องติดต่อสื่อสารกับคนอื่น ปกติแล้วเป็นคนยังไงก็ได้ ไม่ค่อยกล้าพูด ไม่กล้าโวยวาย เค้าให้ทำยังไงก็ทำแบบนั้น (เข้าใจรึเปล่า?) มาอยู่นี่แล้วรู้สึกโวยวายเก่งขึ้น อยากได้อะไรต้องพูด(เมล์)ตรงๆ โดยเฉพาะกับลูกค้า และทีมอื่นๆที่คุยด้วย รอให้คนอื่น act นอกจากจะช้าแล้วยังไม่ได้แบบที่ต้องการอีก – -‘

นอกจากนี้การอยู่ในบริษัทใหญ่ๆมันก็ได้เห็นเรื่องพวก management structure ว่าเค้ามีวิธีจัดการคน 1,600 คนให้ตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันได้ยังไงให้มีความสุขและไม่มีปัญหา ซึ่งก็แน่นอนว่านี่เป็นปัญหาอีกแบบที่หาดูไม่ได้ในบรัษัทขนาดเล็กและคล่องตัวกว่า

197578_10150125390157321_6690666_n

เรื่องต่อๆมาคงเป็นเรื่องประสบการณ์ชีวิต รู้สึกได้ทำกิจกรรมแปลกๆ (ที่คงไม่ทำด้วยตัวเองแน่ๆ) ร่วมกันบ่อยๆ 555+

ขอแอบขอบคุณทีมอีกรอบไว้ในบลอกเงียบๆ ถ้าใครเข้ามาอ่านก็ทิ้ง comment ไว้ด้วยละกัน รักทุกคนครับ 😛

 

ในช่วงปีที่ 4 มี opportunity เข้ามา ผมต้องขอบคุณ blognone (ถึงแม้จะเป็นเว็บที่ชอบมีกฎอะไรแปลกๆออกมาบ่อยๆในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ แต่ปีหลังๆรู้สึกโอเคขึ้นละนะ) ที่คาบข่าวสารดีๆมาบอก แถมยังลงเป็นข่าวหน้าแรก​ (ไม่งั้นคงไม่เห็น)

ผมอยู่ในสถานะค่อนข้างเหมาะสม คือเริ่ม “อิ่ม” กับงานที่ทำอยู่ ไม่มีธุรกิจของตัวเองต้องดูแลจัดการ ภาษาอังกฤษโอเค เรื่องเขียนโปรแกรมก็สู้รบปรบมือ เป็นโอกาสที่ดีที่จะบีบตัวเองออกจาก comfort zone แล้วทำอะไรแปลกๆใหม่ๆดูซัก 11 เดือนในขณะที่ยังทำได้ (ไม่แก่จนเกินไป ไม่ต้องเก็บเงิน ไม่มีครอบครัว) แอบเสียดาย

เท่าที่ผ่านมาเดือนนึงโดยรวมก็ยังแฮปปี้ดี ถึงจะมีปัญหาแปลกๆให้หงุดหงิดใจเข้ามาเรื่อยๆ ได้บินไปเมกาด้วยตังค์คนอื่นครั้งแรกตั้งแต่ทำงาน (ฮาาา) คิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง หลายอย่างต้องขอบคุณ “อากู๋”

536552_10151092582217257_1466899938_n

บลอกหน้าจะจดเรื่องเดือน กันยายน – ตุลาคม 2012 ซึ่งเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง 😀 (อยากจดมาก ถ้าไม่ขี้เกียจเขียนซะก่อน)

เลิกเขียนบลอกที่ solidskill.net แล้ว

เลิกเขียนบลอก .. ที่ solidskill.net แล้ว 😛

ย้ายไปเขียนที่นี่ http://lifeonvm.nkuln.com .. พร้อมโพสต์เก่าทุกอัน

ส่วน URL Feed อันใหม่เป็น http://lifeonvm.nkuln.com/?feed=rss2 

ถ้าเรายังรักกันอยู่ ก็ฝาก subscribe ค์ด้วยนะครับ ส่วนเว็บ solidskill.net อันนี้ผมจะค่อยๆเอาออกไปทีละนิดส์ จดหมด ขอบพระคุณ 😉

ขอเริ่มบลอกแรกของปีนี้ ตอนใกล้ๆปลายปี ที่นี่ละกัน 🙂

พักหลังๆผมอยากได้ VPS เป็นของตัวเองซักอัน จะได้เอาไว้ใช้เล่นอะไรพิเรนๆ ก่อนหน้านี้ใช้ของ Rackspace Cloud Server อยู่พักนึง ก็เจอปัญหาว่าช้ามากเพราะเซิร์ฟเวอร์อยู่ US (ส่ง ping ทีนึงได้ 400-500ms จากไทย) ssh เข้าไปกว่าจะพิมพ์ได้แต่ละตัวรู้สึกอึดอัดเลยล่ะ

ต่อมาลองใช้ Amazon EC2 เลือก region เป็นสิงค์โปร์ พบว่ามันเร็วกว่ามาก (ping ประมาณ 50-100ms จากไทย) ช่วงนี้เค้าให้ลองเล่น micro instance (แบบห่วยสุด) ฟรี ก็เลยขอลองซักหน่อย แต่ก็เจอปัญหาอีกว่า micro instance มันทำอะไรหนักๆมากไม่ได้ ใช้หนักมากๆจะโดนลิมิต CPU จนนิ่งไปพักนึงเลย ส่วนครั้นจะอัพเกรดขึ้นมาอีกระดับเป็น small instance ก็แพงจนเกินไป สรุปว่า EC2 ก็ไม่ใช่ solution สำหรับคนจนๆอยากใช้ VPS อย่างเราอยู่ดี :'(

สุดท้ายเลยกลับไปมองฝั่ง US อีกรอบ คราวนี้ไปที่ linode เพราะ

  • มันมีเรื่อง availability zone s ที่หลากหลายกว่า Rackspace และมีหน้าวัดความเร็วของแต่ละ zone ให้ใช้ ผมลองดู Tokyo กับ Fremont ลองดูหลายๆอย่างทั้ง ping, traceroute สุดท้ายเลือก Fremont ไป (แอบแปลกใจเหมือนกันที่มันเร็วกว่าโตเกียว)
  • นอกจากนี้ยังอ่านเจอว่า Linode มันมีการ preserve resource พวก CPU ที่เป๊ะกว่า เพราะสำหรับ VPS หลายๆที่นั้นถ้าเราไปเจอเพื่อนบ้านเฮงซวยใช้ CPU เยอะก็อาจจะมาเบียดเบียนเราได้ แต่ Linode สามารถการันตี minimum ของ CPU time ที่เราจะได้ได้ ก็เป็นอีกหนึ่งข้อดี
  • หน้า admin interface ใช้ง่ายสุดๆ

ส่วนข้อเสียหลักๆก็เหมือน Rackspace คือมันอยู่ไกลมาก request/response ทีนึงหายไป 400ms ก็คงไม่เหมาะนักถ้าอยากจะทำเว็บที่มันต้องตอบสนองเร็วๆ ส่วนเรื่อง ssh ช้าก็พอใช้ mosh เยียวยาได้บ้าง

ถามว่าแล้วทำไมไม่เช่า VPS ไทยไปเลย? คำตอบคือส่วนใหญ่มันแพง ไม่มีตังค์ – -‘ (เฉลี่ยถูกสุดประมาณ 1,500 บาทต่อเดือน) ส่วนที่ประมาณ 700 บาทก็มี แต่เราก็ดันเชื่อใจ Linode มากกว่า ถ้าทำอะไรซักอย่างแล้วมัน catch on ค่อยกลับมาไทยละกันเนอะ (หวังว่าจะมีวันนั้น :P)

ช่วงนี้มีเรื่องสำคัญต้องทำหลายอย่าง จริงๆแล้วเขียนบลอกกับย้ายบลอกนี่เป็นเรื่องที่ทั้งไม่เร่งด่วน และไม่สำคัญ (แต่สนุก – -‘) หลังจากนี้ก็คงพักเรื่องเขียนโค้ดนู่นนั่นนี่ไปก่อนแล้วทำสิ่งที่ควรจะทำให้เรียบร้อย แล้วจะมาอัพเดทให้ฟังต่อ .. ถ้ายังมีคนอ่าน 🙂